Insidious The Red Door (2023) วิญญาณตามติด ประตูผีผ่าน
8.4ภาพยนต์เรื่อง Insidious The Red Door (2023) วิญญาณตามติด ประตูผีผ่าน เป็นหนังแนวสยองขวัญเหนือธรรมชาติและระทึกขวัญ จากประเทศสหรัฐอเมริกากำกับโดย แพทริก วิลสัน ซึ่งนอกจากจะรับหน้าที่ผู้กำกับเป็นครั้งแรกแล้วยังกลับมารับบท จอช แลมเบิร์ต อีกครั้งด้วย นักแสดงหลักประกอบด้วย ไท ซิมป์กินส์ รับบท ดาลตัน แลมเบิร์ต, โรส เบิร์น รับบท เรเน่ แลมเบิร์ต, ลิน เชย์ รับบท เอลิส เรเนียร์, และ ไฮแอม อับบาส รับบท ศาสตราจารย์อาร์มากัน เรื่องราวเกิดขึ้นหลายปีหลังจากเหตุการณ์ในภาคก่อนเมื่อจอชและดาลตันต่างพยายามใช้ชีวิตตามปกติหลังจากความทรงจำเกี่ยวกับโลกวิญญาณถูกปิดกั้น ดาลตันเริ่มต้นชีวิตในมหาวิทยาลัยและค้นพบว่าตัวเองยังคงมีความเชื่อมโยงกับโลก The Further ผ่านภาพวาดที่เขาสร้างขึ้น ขณะเดียวกันจอชก็เริ่มเห็นภาพหลอนและสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่กำลังกลับมาอีกครั้ง ทั้งสองต้องเผชิญหน้ากับอดีตอันน่าสะพรึงกลัวที่ถูกซ่อนอยู่หลังประตูสีแดง ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของความสยองทั้งหมด
เรื่องราวหลายปีหลังจากเหตุการณ์สุดสะพรึงที่ครอบครัวแลมเบิร์ตเคยเผชิญ จอช แลมเบิร์ต และลูกชาย ดาลตัน แลมเบิร์ต ต่างพยายามใช้ชีวิตให้เป็นปกติ แม้ว่าความทรงจำเกี่ยวกับโลกวิญญาณจะเลือนหายไป แต่ร่องรอยของอดีตยังคงฝังอยู่ในจิตใจของทั้งคู่ เมื่อดาลตันเดินทางไปเรียนมหาวิทยาลัย เขาเริ่มค้นพบว่าตัวเองยังมีความสามารถในการเชื่อมต่อกับโลกเหนือธรรมชาติผ่านการวาดภาพ ภาพที่เขาสร้างขึ้นกลับกลายเป็นเหมือนประตูที่ปลุกบางสิ่งให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง ในเวลาเดียวกันจอชเริ่มพบเหตุการณ์ประหลาดและฝันร้ายที่เกิดขึ้นบ่อยขึ้นจนทำให้เขาต้องหันกลับไปเผชิญหน้ากับอดีตที่พยายามลืม ทั้งพ่อและลูกจึงต้องร่วมกันค้นหาความจริงเกี่ยวกับ "ประตูสีแดง" ซึ่งซ่อนความลับและความน่าสะพรึงกลัวเอาไว้ การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยบรรยากาศชวนอึดอัด ความหลอนที่ค่อย ๆ เพิ่มระดับ และการเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับที่คาดไม่ถึง พร้อมกับการซ่อมแซมความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวที่ห่างเหินกันมานาน
ถ้าเป็นแฟนแฟรนไชส์ Insidious อยู่แล้ว ภาคนี้ให้ความรู้สึกเหมือนเป็นการปิดเรื่องราวของครอบครัวแลมเบิร์ตได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ตัวหนังไม่ได้เน้นการตุ้งแช่หรือทำให้ตกใจทุก ๆ สิบนาทีเหมือนภาคแรก ๆ แต่เลือกเล่าเรื่องผ่านความสัมพันธ์ของพ่อกับลูกมากขึ้น ทำให้ดูแล้วรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับตัวละคร โดยเฉพาะการแสดงของ แพทริก วิลสัน และ ไท ซิมป์กินส์ ที่ถ่ายทอดความอึดอัด ความห่างเหิน และความกลัวออกมาได้ดีจนเชื่อว่าทั้งคู่เป็นพ่อลูกกันจริง ๆ งานภาพและ CG ยังทำออกมาได้ในมาตรฐานของซีรีส์ ฉากในโลก The Further ยังคงเต็มไปด้วยบรรยากาศหลอนแสงสีและการออกแบบปีศาจช่วยสร้างความกดดันได้ดี แม้บางฉากจะไม่ได้หวือหวาเท่าภาคก่อนแต่ก็ยังทำให้รู้สึกไม่สบายใจตลอดเวลาที่รับชมดนตรีประกอบช่วยเสริมอารมณ์ได้ลงตัว โดยเฉพาะช่วงที่ความเงียบเข้ามาแทนเสียงเพลงยิ่งทำให้ลุ้นว่าอะไรจะโผล่ออกมา หลังดูจบอาจไม่ได้รู้สึกว่ากลัวจนไม่กล้าปิดไฟนอนแต่จะรู้สึกอิ่มกับการเดินทางของตัวละครมากกว่าเป็นหนังผีที่มีทั้งความหลอนความดราม่าและการเผชิญหน้ากับอดีต ใครที่ติดตามมาตั้งแต่ภาคแรกน่าจะชอบบทสรุปของเรื่อง ส่วนคนที่เพิ่งเข้ามาดูอาจมีบางช่วงที่งงกับความเชื่อมโยง แต่โดยรวมก็ยังเป็นหนังสยองขวัญที่ดูสนุกบรรยากาศดีและมีฉากหลอนให้ลุ้นเป็นระยะตลอดเรื่อง โดยรวมแล้วคะแนนรีวิวหนังเรื่องนี้ขอให้ที่ 8.4 / 10 คะแนน


7.4


