Land of Happiness (2024)
6.7Land of Happiness (2024) เป็นหนังดราม่าการเมืองจากเกาหลีใต้ที่กำกับโดยชูชางมินนำแสดงโดยโจจองซอก รับบทจองอินฮู ทนายความที่ต้องรับคดีสุดกดดัน, อีซอนคยุน รับบทพัคแทจูนายทหารที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนลอบสังหารประธานาธิบดี, และยูแจมยองที่มาร่วมเติมความเข้มข้นให้กับเรื่อง หนังอ้างอิงเหตุการณ์สำคัญในปี 1979 ของเกาหลีใต้ พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับความยุติธรรม อำนาจ และความจริงที่ถูกซ่อนเอาไว้ นอกจากนี้ยังเป็นผลงานการแสดงเรื่องสุดท้ายของอีซอนคยุน ทำให้หนังเรื่องนี้ยิ่งมีความหมายกับแฟนหนังและแฟนผลงานของนักแสดงคนนี้มากขึ้น
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อจองอินฮูได้รับหน้าที่ว่าความให้พัคแทจูนายทหารที่ถูกจับในคดีลอบสังหารประธานาธิบดี แม้หลักฐานหลายอย่างจะชี้ไปในทางที่ทำให้พัคแทจูตกเป็นผู้ร้าย แต่จองอินฮูกลับพบว่าคดีนี้เต็มไปด้วยความผิดปกติหลักฐานหลายชิ้นถูกจัดวางอย่างมีพิรุธพยานบางคนถูกกดดันให้เปลี่ยนคำให้การ และกระบวนการพิจารณาคดีเหมือนถูกกำหนดผลเอาไว้ล่วงหน้า ระหว่างที่จองอินฮูพยายามหาความจริงพัคแทจูก็เปิดเผยเรื่องราวเบื้องหลังเหตุการณ์วันนั้น ทั้งคำสั่งจากผู้มีอำนาจความขัดแย้งภายในกองทัพและการตัดสินใจที่ไม่มีใครอยากรับผิดชอบ ยิ่งสืบลึกเท่าไรแรงกดดันก็ยิ่งมากขึ้นทั้งการถูกจับตามองการข่มขู่และความเสี่ยงที่จะสูญเสียอาชีพท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว จองอินฮูยังเลือกเดินหน้าต่อเพราะเชื่อว่าศาลควรตัดสินจากข้อเท็จจริงไม่ใช่จากแรงกดดันของผู้มีอำนาจ แม้สุดท้ายผลของคดีจะไม่เป็นไปอย่างที่หวังแต่การต่อสู้ของจองอินฮูทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพัคแทจูก็ได้รับโอกาสถ่ายทอดความจริงในมุมของตัวเองก่อนที่ชะตากรรมจะเดินไปสู่บทสรุปที่ทั้งเศร้าและสะเทือนใจเป็นตอนจบที่ทิ้งคำถามเรื่องความยุติธรรมไว้ให้คนดูคิดต่ออีกนาน
หนังดราม่าการเมืองที่ไม่ได้เน้นความหวือหวาแต่ใช้บทสนทนาการไต่สวนและการปะทะกันทางความคิดเป็นจุดขาย จังหวะการเล่าเรื่องค่อนข้างนิ่ง แต่เต็มไปด้วยแรงกดดันตลอดเวลาโจจองซอกถ่ายทอดบทจองอินฮูได้น่าเชื่อ ถือเป็นอีกบทบาทที่แตกต่างจากงานก่อน ๆ ส่วนอีซอนคยุนในบทพัคแทจู แสดงออกถึงความสงบนิ่งความกดดัน และความเจ็บปวดได้อย่างเป็นธรรมชาติหลายฉากใช้เพียงแววตาก็สื่ออารมณ์ได้ครบ งานกำกับของชูชางมินยังคงเน้นบรรยากาศจริงจัง ใช้โทนภาพหม่นเพื่อสะท้อนยุคสมัยและสร้างความรู้สึกอึดอัดได้ตลอดทั้งเรื่องแม้หนังจะไม่มีฉากแอ็กชันหรือเหตุการณ์หวือหวา แต่ความเข้มข้นของบทและการแสดงทำให้ติดตามได้จนจบ สำหรับคนที่ชอบหนังอิงประวัติศาสตร์ การเมืองและคดีความเรื่องนี้ถือว่าดูแล้วได้ทั้งความบันเทิงและมุมมองใหม่เกี่ยวกับช่วงเวลาสำคัญของเกาหลีใต้ ให้คะแนน 6.7/10 เป็นหนังดราม่าที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังด้วยการแสดงและประเด็นที่ชวนคิดตาม


7.5



