The Thicket (2024)
5.9ภาพยนต์เรื่อง The Thicket (2024) เป็นหนังแนวเวสเทิร์น–อาชญากรรม–ดราม่าจากสหรัฐอเมริกา กำกับโดย เอลเลียต เลสเตอร์ นำแสดงโดย ปีเตอร์ ดิงค์เลจ รับบทนักล่าค่าหัวชื่อเรจินัลด์ โจนส์, เลวอน ฮอว์ก รับบท แจ็ค และ จูเลียต ลูอิส รับบทตัวละครสุดอันตราย หนังเล่าถึงเด็กหนุ่มที่ต้องออกตามหาพี่สาวซึ่งถูกลักพาตัวโดยแก๊งอาชญากรสุดโหด เขาจึงขอความช่วยเหลือจากนักล่าค่าหัวฝีมือดี และนำไปสู่การเดินทางสุดอันตรายในดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยความรุนแรง การหักหลัง และการเอาชีวิตรอด
เรื่องราวเกิดขึ้นในดินแดนตะวันตกอันโหดร้ายของอเมริกาเด็กหนุ่มชื่อแจ็ค พาร์กเกอร์ ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายกับครอบครัว จนวันหนึ่งแก๊งอาชญากรนำโดยหญิงโหดเหี้ยมชื่อคัตธรอต บิลล์ บุกเข้ามาโจมตีบ้านของเขา ฆ่าคนในครอบครัวและลักพาตัวลูลา พี่สาวของแจ็คไป แจ็คที่สูญเสียทุกอย่างตัดสินใจออกเดินทางเพื่อตามช่วยพี่สาว เขาขอความช่วยเหลือจากนักล่าค่าหัวชื่อ เรจินัลด์ โจนส์ ชายแคระผู้มากประสบการณ์และฉลาดเกินคาด เรจินัลด์รวบรวมทีมสุดแปลกที่ประกอบด้วยอดีตทาส นักขุดหลุมศพและหญิงสาวนักแม่นปืน เพื่อเดินทางเข้าสู่ดินแดนอันตรายที่เรียกว่าเดอะ ธิกเก็ต ระหว่างทางพวกเขาต้องเผชิญกับโจร คนทรยศ และสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย แจ็คค่อย ๆ เติบโตจากเด็กหนุ่มไร้เดียงสาเป็นคนที่เข้าใจความรุนแรงของโลก ขณะที่ลูลาพยายามเอาชีวิตรอดจากการถูกควบคุมโดยคัตธรอต บิลล์ ซึ่งมีอดีตอันโหดร้ายไม่แพ้กัน เมื่อทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากันในศึกสุดท้าย แจ็คต้องเลือกระหว่างการแก้แค้นหรือการช่วยพี่สาวให้รอดชีวิต หนังเต็มไปด้วยฉากแอ็กชันดิบเถื่อน บรรยากาศคาวบอยหม่น ๆ และประเด็นเรื่องการเติบโตท่ามกลางโลกที่โหดร้าย
เรื่องนี้เป็นหนังที่ให้อารมณ์เหมือนหนังคาวบอยยุคใหม่ที่ผสมความดาร์กและความโหดเข้ามาแบบเต็ม ๆ ใครที่ชอบหนังแนวเดินทางแก้แค้นน่าจะอินกับเรื่องนี้พอสมควร จุดเด่นมาก ๆ คือบรรยากาศของหนังที่ดูดิบ เถื่อน และสมจริง งานภาพถ่ายออกมาสวยมาก ทั้งฉากป่าเมืองร้างและพื้นที่กันดารที่ทำให้รู้สึกถึงความอันตรายตลอดเวลา นักแสดงที่เด่นสุดคงหนีไม่พ้น ปีเตอร์ ดิงค์เลจ ที่เล่นเป็นนักล่าค่าหัวได้มีเสน่ห์มาก เขาดูนิ่งแต่มีพลังทุกครั้งที่อยู่บนจอ ส่วนตัวละคร แจ็ค ก็ทำให้คนดูเอาใจช่วยได้ไม่ยาก เพราะเห็นการเติบโตของเขาตลอดทั้งเรื่อง ด้านฉากแอ็กชันทำออกมาได้ดิบมากยิงกันจริง เจ็บจริง เลือดสาดแบบไม่เวอร์เกินไป CG มีใช้บ้างในบางฉากแต่ไม่ได้รู้สึกหลอกตา หนังเดินเรื่องค่อนข้างช้าในบางช่วง แต่ก็ช่วยให้เราอินกับตัวละครมากขึ้น พอดูจบจะรู้สึกหม่น ๆ เพราะมันไม่ใช่หนังฮีโร่ชนะสวย ๆ แต่มันสะท้อนว่าการแก้แค้นมักมีราคาที่ต้องจ่ายเสมอ เป็นหนังที่ดูหนักแต่คุณภาพค่อนข้างดีเลย โดยรวมแล้วคะแนนรีวิวหนังเรื่องนี้ขอให้ที่ 10 / 10 คะแนน


7.4


