Escape from Germany (2024)
5.9Escape from Germany (2024) หนังดราม่าอิงประวัติศาสตร์ที่สร้างจากเหตุการณ์จริงช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กำกับและเขียนบทโดยที.ซี. คริสเตนเซน หนังนำแสดงโดยพอล วูธริช ในบทนอร์แมน ไซโบลด์ และเดวิด แมคคอนเนลล์ ในบทริชาร์ด บาร์นส์ เรื่องราวเล่าถึงกลุ่มมิชชันนารีชาวอเมริกันที่ติดอยู่ในเยอรมนีช่วงที่กองทัพนาซีกำลังเตรียมเปิดฉากสงคราม หนังไม่ได้เน้นฉากรบหรือความยิ่งใหญ่ของสงคราม แต่เลือกเล่าผ่านมุมของคนธรรมดาที่ต้องดิ้นรนหาทางเอาชีวิตรอดออกจากประเทศให้ได้ก่อนที่พรมแดนทุกแห่งจะถูกปิดตาย จึงออกมาเป็นหนังที่เต็มไปด้วยความกดดัน ความหวาดกลัว และความหวังที่ยังเหลืออยู่ท่ามกลางสถานการณ์อันตราย
เรื่องราวเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ปี 1939 เมื่อนอร์แมน ไซโบลด์ เดินทางมาปฏิบัติภารกิจในเมืองชตุทท์การ์ท และเริ่มสัมผัสได้ถึงบรรยากาศตึงเครียดของเยอรมนียุคนาซีตั้งแต่การเดินขบวนเชิดชูฮิตเลอร์ไปจนถึงการเผาหนังสือและการควบคุมประชาชนอย่างเข้มงวด ไซโบลด์ได้พบกับแอนเดอร์สันและมิชชันนารีอีกหลายคน ขณะเดียวกันริชาร์ด บาร์นส์ซึ่งประจำอยู่ที่สำนักงานในแฟรงก์เฟิร์ตก็ได้รับข่าวว่ากองทัพเยอรมันกำลังเตรียมบุกโปแลนด์ ทำให้ประธานคณะมิชชันนารี ดักลาส วูดสั่งการให้อพยพมิชชันนารีชาวอเมริกันทั้งหมดออกจากประเทศโดยเร็วที่สุด ภารกิจนี้ไม่ง่ายเลยเพราะมิชชันนารีกว่า 79 คนกระจายตัวอยู่ตามเมืองต่าง ๆ ทั่วเยอรมนี ไซโบลด์จึงต้องเดินทางด้วยรถไฟจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่งเพื่อรวบรวมทุกคนให้ได้ทันเวลา ระหว่างทางต้องเผชิญกับเจ้าหน้าที่เกสตาโปการตรวจค้นการจำกัดการเดินทาง และข่าวร้ายที่พรมแดนหลายแห่งกำลังจะปิดลงทีละประเทศ เมื่อเส้นทางไปเนเธอร์แลนด์ถูกตัดขาด กลุ่มของไซโบลด์ต้องเปลี่ยนแผนมุ่งหน้าไปเดนมาร์กแทน ขณะที่วูดและทีมงานในแฟรงก์เฟิร์ตก็เร่งอพยพสำนักงานทั้งหมดออกจากเยอรมนี การแข่งขันกับเวลายิ่งเข้มข้นขึ้นเมื่อรถไฟหลายขบวนถูกนำไปใช้ทางทหาร ไซโบลด์ตัดสินใจย้อนกลับเข้าไปในเยอรมนีอีกครั้งเพื่อช่วยมิชชันนารีที่ยังติดค้างอยู่ แม้รู้ว่าความเสี่ยงในการถูกจับกุมเพิ่มขึ้นทุกนาที สุดท้ายด้วยความมุ่งมั่นและความช่วยเหลือจากผู้คนหลายฝ่าย มิชชันนารีทั้งหมดจึงสามารถเดินทางออกจากเยอรมนีได้ทันก่อนสงครามจะปะทุอย่างเต็มรูปแบบ
สิ่งที่หนังทำได้ดีคือการสร้างบรรยากาศกดดันแบบค่อยเป็นค่อยไป คนดูจะรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางไปพร้อมกับนอร์แมน ไซโบลด์ ที่ไม่รู้เลยว่าพรุ่งนี้พรมแดนจะปิดหรือรถไฟจะหยุดวิ่งเมื่อไหร่ แม้หนังจะไม่มีฉากแอ็กชันใหญ่โตหรือฉากสงครามสุดอลังการ แต่ความลุ้นกลับเกิดจากการแข่งกับเวลาและการตัดสินใจของตัวละครมากกว่าพอล วูธริช ถ่ายทอดบทไซโบลด์ออกมาได้อบอุ่นและน่าเอาใจช่วย ส่วนเดวิด แมคคอนเนลล์ ในบทบาร์นส์ก็ช่วยเสริมให้เรื่องมีน้ำหนักมากขึ้น งานสร้างอาจไม่ได้ใหญ่ระดับหนังสงครามฟอร์มยักษ์ แต่การออกแบบฉากเสื้อผ้าและบรรยากาศยุคก่อนสงครามถือว่าทำได้ดี จุดที่น่าเสียดายคือจังหวะเล่าเรื่องบางช่วงค่อนข้างเรียบและขาดความเข้มข้นทางอารมณ์ทำให้บางตอนดูยืดไปเล็กน้อย อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่ชอบหนังประวัติศาสตร์ที่อ้างอิงเหตุการณ์จริงและเน้นเรื่องราวของความกล้าหาญจากคนธรรมดา ถือเป็นหนังที่ดูได้เพลินและให้แง่คิดไม่น้อย ขอให้คะแนนไว้ที่ 5.9/10 เป็นหนังสงครามในมุมที่แตกต่างเน้นหัวใจและความหวังมากกว่าความยิ่งใหญ่ของสนามรบ


6.7



