Babylon 5: The Road Home (2023) บาบิลอนไฟฟ์: หนทางสู่บ้าน
6.6Babylon 5: The Road Home (2023) บาบิลอนไฟฟ์: หนทางสู่บ้าน เป็นภาพยนตร์แอนิเมชันไซไฟจากจักรวาล Babylon 5 ที่แฟนเก่าน่าจะรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านอีกครั้ง กำกับโดยแมตต์ ปีเตอร์ส และเขียนบทโดยเจ. ไมเคิล สตราซินสกี ผู้สร้างต้นฉบับของซีรีส์เรื่องนี้เอง หนังได้บรูซ บ็อกซ์ไลท์เนอร์ กลับมาพากย์เสียงเป็นจอห์น เชอริแดน พร้อมด้วยคลอเดีย คริสเตียน ในบทซูซาน อิวาโนวา, ปีเตอร์ จูราซิก ในบทลอนโด โมลลารี และมิรา เฟอร์แลน ในบทเดเลน ผ่านงานบันทึกเสียงที่เคยทำเอาไว้ก่อนหน้า หนังมาในแนวไซไฟผจญภัยและการเดินทางข้ามเวลาที่เต็มไปด้วยเรื่องราวของความรัก มิตรภาพ และการค้นหาความหมายของการมีอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่
เรื่องราวเกิดขึ้นหลังสงครามเงาสิ้นสุดลงเมื่อจอห์น เชอริแดน และเดเลนเดินทางไปยังมินบาร์เพื่อร่วมพิธีเปิดโรงไฟฟ้าพลังงานรูปแบบใหม่ แต่ระหว่างพิธีเชอริแดนกลับได้รับผลกระทบจากอนุภาคแทคยอนจนหลุดออกจากห้วงเวลาและอวกาศแบบไม่คาดคิด จากนั้นชีวิตของเชอริแดนก็กลายเป็นการเดินทางข้ามอดีตอนาคตและโลกคู่ขนานมากมาย เริ่มจากการพบดร.สตีเฟน แฟรงคลินในอนาคตที่บอกเป็นนัยว่าอนาคตของเชอริแดนไม่ได้สดใสอย่างที่คิดก่อนจะถูกส่งย้อนกลับไปยังเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในประวัติศาสตร์ของ Babylon 5 ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนการตื่นขึ้นของเหล่าเงาหรือไทม์ไลน์ที่เชอริแดนไม่เคยได้เป็นผู้บัญชาการสถานี Babylon 5 เลย ในโลกหนึ่งที่สถานีถูกยึดครองโดยกองกำลังเงาและเจฟฟรีย์ ซินแคลร์ต้องร่วมมือกับเชอริแดนเพื่อเสียสละสถานีช่วยชีวิตผู้คน อีกโลกหนึ่งโลกตกอยู่ภายใต้เงามืดของสงครามจนเกือบถูกทำลายจากการชนของดวงจันทร์ ระหว่างการเดินทางเชอริแดนได้พบซาธราสผู้ดูแลเส้นเวลาและได้รับรู้ว่าการกระโดดข้ามมิติเหล่านี้กำลังคุกคามความสมดุลของจักรวาลทั้งหมด ยิ่งเดินทางมากเท่าไรความเป็นจริงก็ยิ่งเริ่มพังทลายมากขึ้น จนสุดท้ายเชอริแดนได้พบกับสิ่งมีชีวิตลึกลับที่อธิบายถึงคุณค่าของการดำรงอยู่และพลังของความรัก ก่อนที่เดเลนจะตามหาและช่วยดึงเชอริแดนกลับมายังโลกแห่งความจริงอีกครั้ง
เป็นหนังที่อาจไม่ได้เน้นฉากแอ็กชันหรือสงครามอวกาศแบบหนักหน่วงเหมือนที่หลายคนคาดหวัง แต่กลับโดดเด่นในเรื่องการเล่าเรื่องเกี่ยวกับเวลา โชคชะตา และความสัมพันธ์ของตัวละครมากกว่า จุดเด่นที่สุดคือการพาแฟนเก่ากลับไปเจอกับตัวละครที่รักอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเชอริแดน, เดเลน, ซูซาน อิวาโนวา, ลอนโด โมลลารี หรือจีคาร์ ทุกคนยังคงมีเสน่ห์เหมือนเดิมแม้งานภาพ CGI อาจไม่ได้อลังการเท่าภาพยนตร์แอนิเมชันฟอร์มยักษ์ในยุคปัจจุบัน แต่ก็ถ่ายทอดบรรยากาศของจักรวาล Babylon 5 ได้ค่อนข้างดี บทหนังมีความซับซ้อนพอสมควรโดยเฉพาะเรื่องไทม์ไลน์และโลกคู่ขนาน ทำให้คนที่ไม่เคยดูซีรีส์มาก่อนอาจรู้สึกตามไม่ทันในบางช่วงแต่สำหรับแฟนเดิมนี่คือการรวมเอาความทรงจำ ความคิดถึง และสารสำคัญของแฟรนไชส์มาร้อยเรียงไว้อย่างอบอุ่น หนังไม่ได้ยิ่งใหญ่ในแง่สเกลแต่ยิ่งใหญ่ในแง่อารมณ์และความผูกพันที่มีต่อตัวละคร ให้คะแนน 6.6/10 เป็นผลงานที่ดูแล้วรู้สึกเหมือนได้กลับไปเจอเพื่อนเก่าอีกครั้งแม้จะไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่ก็เต็มไปด้วยหัวใจของ Babylon 5 อย่างแท้จริง
9.9



