Deaf President Now! (2025)
5.0ภาพยนต์เรื่อง Deaf President Now! (2025) เป็นหนังแนวสารคดีชีวประวัติประวัติศาสตร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา กำกับโดยไนล์ ดิมาร์โก และ เดวิส กุกเกนไฮม์ ผู้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวสำคัญ ได้แก่ ไอ. คิง จอร์แดน ในฐานะตัวเอง, เกร็ก ฮลิบ็อก ในฐานะตัวเอง, เจอร์รี โคเวลล์ ในฐานะตัวเอง, และ ทิม รารัส ในฐานะตัวเอง ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทในเหตุการณ์จริง สารคดีเรื่องนี้พาผู้ชมย้อนกลับไปยังปี 1988 เมื่อมหาวิทยาลัยสำหรับผู้พิการทางการได้ยินแห่งหนึ่งในสหรัฐฯ แต่งตั้งอธิการบดีที่ไม่ได้เป็นคนหูหนวกส่งผลให้นักศึกษาและบุคลากรจำนวนมากลุกขึ้นประท้วงอย่างสันติ จนเกิดการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์สิทธิของผู้พิการทางการได้ยินในอเมริกา
สารคดีเรื่องนี้บอกเล่าเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในปี 1988 เมื่อมหาวิทยาลัยกัลลาอูเด็ต ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน แต่งตั้งอธิการบดีที่ไม่ได้เป็นคนหูหนวก ส่งผลให้นักศึกษาและบุคลากรจำนวนมากไม่พอใจเพราะเชื่อว่าผู้บริหารควรเป็นคนที่เข้าใจชุมชนคนหูหนวกอย่างแท้จริง การประท้วงนำโดย เกร็ก ฮลิบ็อก, เจอร์รี โคเวลล์, ทิม รารัส, และเพื่อนนักศึกษาหลายคน พวกเขาปิดประตูมหาวิทยาลัยจัดการชุมนุมและเรียกร้องให้คณะกรรมการรับฟังเสียงของชุมชนคนหูหนวก การเคลื่อนไหวได้รับความสนใจจากสื่อทั่วประเทศ จนกลายเป็นเหตุการณ์สำคัญด้านสิทธิมนุษยชน สุดท้ายแรงกดดันทำให้มหาวิทยาลัยยอมเปลี่ยนแปลงและแต่งตั้ง ดร. ไอ. คิง จอร์แดน เป็นอธิการบดีที่เป็นคนหูหนวกคนแรก สารคดีถ่ายทอดผ่านภาพเหตุการณ์จริงบทสัมภาษณ์ และเรื่องราวเบื้องหลังการต่อสู้ที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก
แม้จะเป็นสารคดีแต่กลับดูสนุกและน่าติดตามกว่าที่หลายคนคิดเพราะการเล่าเรื่องไม่ได้เน้นข้อมูลหนัก ๆ จนรู้สึกเหมือนนั่งเรียนประวัติศาสตร์ แต่พาผู้ชมเข้าไปสัมผัสบรรยากาศการต่อสู้ของนักศึกษาที่เกิดขึ้นจริง ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังดราม่าที่สร้างจากเหตุการณ์จริงมากกว่าสิ่งที่ชอบคือการตัดต่อภาพเก่าเข้ากับบทสัมภาษณ์ในปัจจุบันได้อย่างลงตัว ทำให้เห็นทั้งอารมณ์ความกดดันและความหวังของผู้คนในช่วงเวลานั้น พลังของเรื่องอยู่ที่เรื่องราวจริงและผู้คนที่ถ่ายทอดประสบการณ์ของตัวเองอย่างจริงใจ ทุกคำพูดและทุกเหตุการณ์ทำให้เข้าใจว่าทำไมการประท้วงครั้งนั้นถึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของสังคม หลังดูจบให้ความรู้สึกทั้งประทับใจและได้แรงบันดาลใจ หนังทำให้มองเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สามารถเริ่มต้นจากคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่ไม่ยอมแพ้ต่อความไม่เป็นธรรม เหมาะกับคนที่ชอบสารคดีสร้างแรงบันดาลใจหรือเรื่องจริงที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ดูแล้วไม่รู้สึกน่าเบื่อ แถมยังได้ข้อคิดกลับไปไม่น้อย โดยรวมแล้วคะแนนรีวิวหนังเรื่องนี้ขอให้ที่ 5 / 10 คะแนน


7.4


