The Seed of the Sacred Fig (2024) เมล็ดพันธุ์คนดีย์
6.8ภาพยนต์เรื่อง The Seed of the Sacred Fig (2024) เมล็ดพันธุ์คนดีย์ กำกับโดย โมฮัมหมัด ราซูลอฟ เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าระทึกขวัญและการเมืองจากอิหร่าน, ฝรั่งเศส, และเยอรมนี นักแสดงหลักได้แก่ มิสซัก ซาเรห์ รับบท อิมาน, โซเฮลา โกลเลสตานี รับบท นัจเมห์, มาห์ซา รอสตามี รับบท เรซวาน, และ เซตาเรห์ มาเลกี รับบท ซานา เรื่องราวติดตามอิมานข้าราชการฝ่ายตุลาการที่เพิ่งได้รับตำแหน่งสำคัญในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ เขาต้องทำงานภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลและเริ่มหวาดระแวงผู้คนรอบตัว
เรื่องราวเกิดขึ้นในช่วงที่ประเทศอิหร่านกำลังเผชิญกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ อิมาน ข้าราชการฝ่ายตุลาการเพิ่งได้รับตำแหน่งผู้พิพากษาสอบสวน แม้ตำแหน่งใหม่จะมอบรายได้และสถานะทางสังคมที่ดีขึ้น แต่ก็มาพร้อมแรงกดดันมหาศาล เพราะเขาต้องลงนามรับรองคำตัดสินหลายคดีโดยแทบไม่มีโอกาสตรวจสอบข้อเท็จจริงด้วยตนเอง ภายในบ้านอิมานอาศัยอยู่กับภรรยานัจเมห์และลูกสาวสองคนคือเรซวานและซานาขณะที่อิมานเชื่อฟังคำสั่งของรัฐอย่างเคร่งครัด ลูกสาวทั้งสองกลับได้รับข้อมูลจากโลกออนไลน์และเห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างการชุมนุม ทำให้พวกเธอเริ่มตั้งคำถามต่ออำนาจรัฐและความยุติธรรม ความขัดแย้งในครอบครัวรุนแรงขึ้นเมื่อปืนประจำตำแหน่งของอิมานหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาเชื่อว่าต้องมีคนในบ้านเป็นผู้ขโมยจึงเริ่มสอบสวนภรรยาและลูกสาวทีละคน พร้อมใช้วิธีควบคุมและกดดันทางจิตใจเหมือนกับที่เจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติต่อผู้ต้องสงสัย ความหวาดระแวงทำให้บรรยากาศในครอบครัวเต็มไปด้วยความตึงเครียด ไม่มีใครไว้ใจกันอีกต่อไป นัจเมห์พยายามประคับประคองครอบครัว
เรื่องนี้เป็นหนังดราม่าที่ดูเผิน ๆ เหมือนเล่าเรื่องครอบครัวธรรมดาแต่เมื่อดูไปเรื่อย ๆ จะพบว่ามันคือหนังที่สะท้อนสังคมและการเมืองได้อย่างทรงพลัง หนังไม่ได้มีฉากแอ็กชันหรือเหตุการณ์หวือหวาตลอดเวลา แต่ใช้บทสนทนา สีหน้า และบรรยากาศกดดันในการพาคนดูเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งของครอบครัวได้อย่างยอดเยี่ยม นักแสดงทุกคนเล่นได้เป็นธรรมชาติมาก โดยเฉพาะผู้รับบทอิมานที่ถ่ายทอดความเปลี่ยนแปลงของตัวละครจากหัวหน้าครอบครัวที่อบอุ่น กลายเป็นคนที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงได้อย่างน่าเชื่อถือ ขณะที่นักแสดงที่รับบทภรรยาและลูกสาวก็แสดงอารมณ์ความกลัวความสับสนและความอัดอั้นออกมาได้ดี ทำให้ทุกฉากในบ้านเต็มไปด้วยความตึงเครียดแม้จะแทบไม่มีเสียงดนตรีประกอบมากนักก็ตาม งานภาพของหนังเลือกใช้โทนสีหม่นและการถ่ายภาพแบบเรียบง่าย หลังดูจบจะรู้สึกว่าหนังทิ้งคำถามไว้หลายเรื่องทั้งเรื่องอำนาจความยุติธรรมและความสัมพันธ์ของคนในครอบครัว แม้จะเป็นหนังที่เดินเรื่องค่อนข้างช้าแต่ทุกเหตุการณ์มีความหมายและค่อย ๆ พาไปสู่บทสรุปที่หนักแน่นเหมาะกับคนที่ชอบหนังดราม่าเข้มข้น เน้นการแสดงและเนื้อหาที่ชวนให้คิดตามมากกว่าความบันเทิงแบบฉาบฉวย โดยรวมแล้วคะแนนรีวิวหนังเรื่องนี้ขอให้ที่ 6.8 / 10 คะแนน


7.4


