Never Blink (2025)
5.3Never Blink (2025) เป็นหนังสยองขวัญไซไฟที่หยิบไอเดียแปลกและน่าสนใจมากมาเล่นกับความกลัวใกล้ตัวอย่างการกะพริบตาโดยได้ คริสโตเฟอร์ เซนต์ บูธและ ฟิลิป เอเดรียน บูธรับหน้าที่กำกับและเขียนบท ร่วมด้วยนักแสดงอย่างทัตจานา มาร์ยาโนวิช, แบรนดอน พิตส์, และมาร์คัส ฌอง พิเร เรื่องราวติดตามกลุ่มนักศึกษาแพทย์ที่พยายามค้นคว้าว่าในช่วงเสี้ยววินาทีที่มนุษย์กะพริบตานั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แต่การทดลองที่เริ่มต้นด้วยความอยากรู้กลับนำพาพวกเขาไปสู่มิติอันน่าสะพรึงกลัวที่ไม่ควรถูกเปิดเผย หนังมาในโทนลึกลับ หลอน และเล่นกับจินตนาการของคนดูได้พอสมควร
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อกลุ่มนักศึกษาแพทย์นำโดยแอนนา, ไมเคิล, และ เดวิด สนใจทฤษฎีที่เชื่อว่าสมองของมนุษย์ทำงานในหลายมิติและทุกครั้งที่เรากะพริบตา จิตสำนึกบางส่วนจะถูกรีเซ็ตไปยังพื้นที่ที่มองไม่เห็น พวกเขาจึงสร้างอุปกรณ์พิเศษเพื่อบันทึกภาพในช่วงเสี้ยววินาทีนั้นผลการทดลองครั้งแรกดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อภาพถูกขยายและวิเคราะห์อย่างละเอียดกลับพบเงาประหลาดรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ผู้คนตลอดเวลาโดยไม่มีใครสังเกตเห็นยิ่งทดลองมากขึ้นภาพเหล่านั้นยิ่งชัดเจนขึ้น พร้อมกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เริ่มเกิดขึ้นรอบตัว แอนนาพบว่ามีบางสิ่งเฝ้ามองอยู่ในห้องนอน ไมเคิลเริ่มได้ยินเสียงกระซิบทุกครั้งที่หลับตา ส่วนเดวิดกลายเป็นคนหวาดระแวงและเชื่อว่าพวกเขากำลังเปิดประตูสู่โลกอีกด้านหนึ่ง เมื่อทีมงานพยายามเดินหน้าค้นหาความจริงพวกเขาค้นพบว่ามิติที่มองเห็นระหว่างการกะพริบตาเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่รอคอยโอกาสเข้ามาสู่โลกมนุษย์ การทดลองที่เคยเป็นเพียงงานวิจัยจึงกลายเป็นฝันร้าย เมื่อสมาชิกในทีมเริ่มหายตัวไปทีละคนบางคนเสียสติจากสิ่งที่ได้เห็น ขณะที่แอนนาพยายามหาทางหยุดทุกอย่างก่อนที่ช่องทางเชื่อมระหว่างสองโลกจะเปิดกว้างเกินกว่าจะควบคุมได้ ตอนจบของหนังทิ้งคำถามเอาไว้ว่าสิ่งเหล่านั้นหายไปจริงหรือยังหรือยังคงยืนอยู่ข้างเราในทุกครั้งที่เรากะพริบตา
โดยรวมเป็นหนังที่มีไอเดียตั้งต้นน่าสนใจมากเพราะหยิบเรื่องธรรมดาที่ทุกคนทำทุกวันมาเปลี่ยนเป็นความสยองได้อย่างสร้างสรรค์ จุดเด่นคือบรรยากาศลึกลับและความรู้สึกไม่ไว้วางใจที่ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเรื่อง หนังไม่ได้เน้นฉากตกใจแบบรัว ๆ แต่ใช้ความหลอนจากสิ่งที่มองไม่เห็นและความกลัวทางจิตวิทยาเป็นหลัก การแสดงของทัตจานา มาร์ยาโนวิชถ่ายทอดความหวาดกลัวและความสับสนของแอนนาได้ค่อนข้างดี ขณะที่แบรนดอน พิตส์ และมาร์คัส ฌอง พิเรก็ช่วยเสริมให้กลุ่มตัวละครดูน่าเชื่อถือมากขึ้น งานภาพและการออกแบบสิ่งลึกลับในอีกมิติหนึ่งถือว่าทำได้มีเอกลักษณ์ แม้งบสร้างอาจไม่ได้สูงมาก แต่ก็สร้างบรรยากาศกดดันได้ดี อย่างไรก็ตามบทหนังยังมีบางช่วงที่เล่าเรื่องวกวนและอธิบายทฤษฎีมากเกินไปจนทำให้จังหวะช้าลง อีกทั้งตอนจบบางส่วนยังเปิดกว้างจนคนดูอาจรู้สึกค้างคา ถึงอย่างนั้นถ้าใครชอบหนังสยองขวัญไซไฟที่เน้นไอเดียแปลกใหม่และความหลอนแบบค่อยเป็นค่อยไป เรื่องนี้ถือว่าดูได้เพลินและมีหลายฉากที่ชวนขนลุกไม่น้อยให้คะแนนอยู่ที่ 5.3/10


7.4


