Superman (2025) ซูเปอร์แมน
7.9Superman (2025) คือการเปิดศักราชใหม่ของจักรวาล DC ภายใต้การกำกับของเจมส์ กันน์ที่หยิบฮีโร่ในตำนานกลับมาเล่าอีกครั้งในมุมที่สดใหม่หนังนำแสดงโดย เดวิด คอเรนสเวต ในบทคลาร์ก เคนต์ หรือ ซูเปอร์แมน, ราเชล บรอสนาฮาน ในบท ลูอิส เลน และนิโคลัส ฮอลต์ ในบท เล็กซ์ ลูเธอร์ หนังมาในแนวซูเปอร์ฮีโร่ ผจญภัย และดราม่าที่เน้นความเป็นมนุษย์ของซูเปอร์แมนมากขึ้นแม้จะยังมีฉาก แอ็กชัน จัดเต็มตามสไตล์หนังฮีโร่ฟอร์มยักษ์ แต่หัวใจสำคัญของเรื่องกลับอยู่ที่การต่อสู้กับความไม่เข้าใจของสังคม และการพิสูจน์ว่าคนที่มีพลังมากที่สุดก็ยังต้องการความเชื่อมั่นจากคนรอบข้างเหมือนกัน
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นหลังจากซูเปอร์แมนกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังของโลกมาหลายปี แต่เหตุการณ์กลับเปลี่ยนไปเมื่อการเข้าไปแทรกแซงสงครามระหว่างสองประเทศสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่าซูเปอร์แมนมีสิทธิ์มากแค่ไหนในการตัดสินชะตาของมนุษย์ ระหว่างที่กระแสสังคมกำลังสั่นคลอนเล็กซ์ ลูเธอร์มหาเศรษฐีอัจฉริยะผู้ที่เกลียดซูเปอร์แมนก็ใช้โอกาสนี้วางแผนทำลายชื่อเสียงของบุรุษเหล็กอย่างเป็นระบบ เล็กซ์สร้างข่าวปลอมบิดเบือนข้อมูลและปล่อยศัตรูที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อเล่นงานซูเปอร์แมนจนได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกายและจิตใจ ขณะเดียวกันลูอิส เลนยังคงเชื่อมั่นในความดีของคลาร์กและพยายามสืบหาความจริงเบื้องหลังทุกอย่างเมื่อหลักฐานเริ่มชี้ไปถึงแผนการของเล็กซ์ ลูเธอร์สถานการณ์กลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม เมื่อซูเปอร์แมนถูกจับกุมและกลายเป็นผู้ร้ายในสายตาของสาธารณชน ลูอิสจึงร่วมมือกับเหล่าพันธมิตรออกตามหาหลักฐานเพื่อเปิดโปงความจริง แต่ซูเปอร์แมนต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่าการเป็นผู้ช่วยเหลือโลกยังมีความหมายหรือไม่ หากผู้คนไม่เชื่อใจอีกต่อไป ในช่วงท้ายเมื่อความจริงถูกเปิดเผยแผนการของเล็กซ์ถูกแฉต่อหน้าสาธารณชน ซูเปอร์แมนจึงกลับมาปกป้องโลกอีกครั้งพร้อมพิสูจน์ว่าพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ใช่ความแข็งแกร่งแต่คือความเมตตาและความเชื่อมั่นในความถูกต้อง
หลังดูจบต้องบอกเลยว่าเวอร์ชันนี้เป็นหนังที่ดูสนุกและเข้าถึงง่ายมากเจมส์ กันน์เลือกเล่าเรื่องแบบไม่เสียเวลาเล่าย้อนต้นกำเนิดของคลาร์ก เคนต์แต่พาคนดูเข้าสู่ปัญหาใหญ่ทันที ทำให้จังหวะหนังเดินหน้าได้เร็วและมีสีสันตลอดเรื่อง ฉากแอ็กชันทำออกมาได้อลังการตามมาตรฐานหนังซูเปอร์ฮีโร่ยุคใหม่ ทั้งฉากบินการต่อสู้กลางเมืองและฉากปะทะกับศัตรูพลังมหาศาลดูตื่นตาตื่นใจมาก แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าคือมิติของตัวละครเดวิด คอเรนสเวตถ่ายทอดความเป็นซูเปอร์แมนที่อบอุ่นและจริงใจได้ดี ขณะที่นิโคลัส ฮอลต์ขโมยซีนหลายครั้งกับบทเล็กซ์ ลูเธอร์ที่ทั้งฉลาดเจ้าเล่ห์และน่าเกรงขาม ส่วนราเชล บรอสนาฮานก็ทำให้ลูอิส เลนดูมีพลังและมีบทบาทสำคัญต่อเรื่องราว โทนหนังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันในแบบของ เจมส์ กันน์ ทำให้บรรยากาศไม่หนักจนเกินไป แม้พล็อตโดยรวมจะยังอยู่ในกรอบหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่หลายคนคุ้นเคย แต่การนำเสนอทำให้รู้สึกสดใหม่และมีเสน่ห์เฉพาะตัว ในภาคนี้ดูมีหัวใจมีความเป็นมนุษย์ และน่าจดจำมากกว่าหลายเวอร์ชันที่ผ่านมาให้คะแนน 7.9/10


7.4


