The Sound (2025)
6.1The Sound (2025) เป็นหนังระทึกขวัญผสมสยองขวัญเอาตัวรอดที่กำกับและเขียนบทโดยเบรนแดน เดเวน หนังนำแสดงโดยวิลเลียม ฟิชต์เนอร์, โจเซลีน ฮูดอน และ คริสติน่า เคิร์กแมน เรื่องราวพาผู้ชมขึ้นไปยังยอดเขาต้องห้ามที่ถูกปิดตายมานานหลายปี เพราะเคยเกิดเหตุการณ์ลึกลับจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้ กลุ่มนักปีนเขารุ่นใหม่จึงตัดสินใจท้าทายคำเตือนและออกเดินทางเพื่อพิชิตเส้นทางแห่งนี้ แต่สิ่งที่รออยู่กลับไม่ใช่เพียงความสูงชันหรือสภาพอากาศที่โหดร้ายเพราะเสียงประหลาดที่ดังขึ้นกลางภูเขากำลังนำพาพวกเขาไปสู่ฝันร้ายที่ไม่มีใครคาดคิด
เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อกลุ่มนักปีนเขาที่ต้องการสร้างชื่อเสียงและพิสูจน์ความสามารถของตัวเองรวมตัวกันเพื่อพิชิตยอดเขาที่ถูกปิดมานาน หลายคนมองว่ามันเป็นเพียงตำนานเล่าขานเกี่ยวกับเหตุสูญหายของนักปีนเขาในอดีต แต่เมื่อการเดินทางเริ่มต้นขึ้นทุกอย่างกลับดูผิดปกติตั้งแต่ก้าวแรก ระหว่างปีนหน้าผาสูงชันสมาชิกในทีมเริ่มได้ยินเสียงประหลาดดังสะท้อนมาตามสายลม เสียงนั้นฟังคล้ายเสียงเรียกชื่อของแต่ละคนบางครั้งก็เป็นเสียงคนรู้จักที่เสียชีวิตไปแล้ว ยิ่งพวกเขาปีนสูงขึ้นเสียงเหล่านั้นก็ยิ่งชัดเจนและรบกวนจิตใจมากขึ้นเรื่อย ๆ สมาชิกบางคนเริ่มมีอาการหวาดระแวงเห็นภาพหลอนและไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอะไรคือเรื่องจริง ขณะที่หัวหน้าทีมพยายามควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งภายในกลุ่มก็เริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อมีคนตกจากหน้าผาอย่างเป็นปริศนาทุกคนจึงเริ่มเชื่อว่าสิ่งลี้ลับบนภูเขาอาจมีอยู่จริง การเอาชีวิตรอดกลายเป็นเป้าหมายสำคัญแทนการพิชิตยอดเขา กลุ่มนักปีนเขาพยายามหาทางลงจากภูเขา แต่กลับพบว่าเส้นทางเดิมถูกตัดขาดจากพายุหิมะและเหตุการณ์แปลกประหลาด พวกเขาค่อย ๆ ค้นพบว่าพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ และเสียงที่ได้ยินคือเศษเสี้ยวความทรงจำของผู้คนที่ไม่เคยจากไปไหน ในช่วงท้ายเหลือผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงอันน่าสะพรึงกลัว พร้อมตัดสินใจว่าจะยอมจำนนต่อความกลัวหรือสู้เพื่อกลับลงมาจากภูเขาแห่งนี้ให้ได้
เป็นหนังที่ใช้บรรยากาศกดดันได้ดีมากจุดเด่นที่สุดคือการนำความเงียบของภูเขาสูงและเสียงลึกลับมาสร้างความหลอนแบบค่อยเป็นค่อยไปหนังไม่ได้เน้นฉากตกใจรัว ๆ แต่เลือกเล่นกับความกลัวทางจิตใจ ทำให้หลายฉากดูน่าขนลุกโดยไม่ต้องพึ่งภาพสยองมากนัก งานภาพของเรื่องถือว่าสวยโดยเฉพาะฉากภูเขาหิมะและหน้าผาที่ให้ความรู้สึกโดดเดี่ยวและอันตรายอยู่ตลอดเวลา การแสดงของนักแสดงหลักช่วยให้คนดูเชื่อในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ดี โดยเฉพาะช่วงที่ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินสภาพจิตใจของแต่ละคน อย่างไรก็ตาม บทหนังยังมีบางจุดที่อธิบายปริศนาได้ไม่ชัดนักทำให้คนดูบางส่วนอาจรู้สึกค้างคาใจเมื่อดูจบ อีกทั้งช่วงกลางเรื่องมีจังหวะที่ค่อนข้างช้าอยู่บ้างแต่ถ้ามองในภาพรวมถือเป็นหนังเอาตัวรอดผสมสยองขวัญที่มีไอเดียน่าสนใจใช้เสียงเป็นอาวุธสร้างความกลัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมอบบรรยากาศอึดอัดชวนลุ้นได้ตลอดทั้งเรื่อง สำหรับคนที่ชอบหนังระทึกขวัญแนวจิตวิทยาและความลึกลับบนพื้นที่ปิดเรื่องนี้ถือว่าดูเพลินและมีเสน่ห์ไม่น้อย ให้คะแนน 6.1/10


7.4


