In the Lost Lands (2025)
7.9In the Lost Lands (2025) เป็นภาพยนตร์แนวแฟนตาซี-ผจญภัย-แอ็กชัน ดัดแปลงจากเรื่องสั้นของ George R.R. Martin ผู้สร้างจักรวาล Game of Thrones กำกับโดย Paul W.S. Anderson เขียนบทภาพยนตร์โดย Constantin Werner, Paul W.S. Anderson, และ George R.R. Martin นำแสดงโดย มิลลา โยโววิช ในบท เกรย์ อลิส แม่มดผู้ทรงพลัง, เดฟ บอทิสตา ในบท บอยซ์, อมารา โอเกเรเก ในบท ราชินี, อาร์ลีย์ โจเวอร์ ในบท ตุลากร, และ เฟรเซอร์ เจมส์ ในบท ปรมาจารย์ หนังเล่าเรื่องการเดินทางสู่ดินแดนต้องห้ามเพื่อค้นหาพลังลึกลับที่สามารถเปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นมนุษย์หมาป่า พร้อมตั้งคำถามเกี่ยวกับความปรารถนา ราคาของอำนาจที่ต้องจ่าย และผลลัพธ์ที่ตามมาจากการได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการมากที่สุด
เมื่อราชินีผู้ทรงอำนาจแต่มีชีวิตโดดเดี่ยวเชื่อว่าความรักที่แท้จริงคือสิ่งเดียวที่สามารถเติมเต็มชีวิตของพระองค์ได้ พระนางจึงมอบภารกิจสำคัญให้แก่เกรย์ อลิส แม่มดผู้มีชื่อเสียงด้านการทำให้ความปรารถนาของผู้คนกลายเป็นจริงไม่ว่าคำขอนั้นจะอันตรายหรือผิดธรรมชาติเพียงใด ภารกิจครั้งนี้คือการเดินทางเข้าสู่ดินแดนที่สาบสูญเพื่อค้นหาพลังโบราณที่มอบความสามารถในการแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าให้แก่ผู้ครอบครอง เกรย์ อลิส ออกเดินทางสู่พื้นที่ที่ไม่มีแผนที่ ไม่มีผู้ปกครอง และเต็มไปด้วยซากอารยธรรมที่ถูกลืม ระหว่างทางเธอได้พบกับบอยซ์ นายพรานผู้มีอดีตลึกลับ เขาตกลงร่วมทางกับเธอทั้งเพื่อผลตอบแทนและเหตุผลส่วนตัวที่ซ่อนอยู่ การเดินทางของทั้งสองคนต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตประหลาด ผู้แสวงหาอำนาจ กลุ่มศรัทธาบ้าคลั่ง และอันตรายที่ไม่ได้มาจากสัตว์ประหลาดเพียงอย่างเดียวแต่ยังมาจากความลับภายในจิตใจของผู้เดินทางเอง เมื่อยิ่งเข้าใกล้จุดหมายมากขึ้น เกรย์ อลิส ก็ยิ่งตระหนักว่าพลังที่เธอตามหาอาจไม่ใช่พรแต่เป็นคำสาปที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของผู้คนอย่างถาวร ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับบอยซ์ก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากความไม่ไว้ใจกลายเป็นความเข้าใจซึ่งกันและกัน แต่ในโลกที่ทุกความปรารถนาต้องมีราคาต้องจ่าย การตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเกรย์ อลิส อาจหมายถึงการสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตหรืออาจเป็นการปลดปล่อยบางสิ่งที่ไม่ควรถูกปลุกขึ้นมาอีกเลย หนังจึงไม่ได้พูดถึงเพียงการผจญภัยในดินแดนลึกลับเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของความโลภ ความรัก รวมถึงผลกระทบของการเล่นกับโชคชะตา
หนังมีกลิ่นอายของนิทานดาร์กแฟนตาซีผสมกับหนังคาวบอยหลังวันสิ้นโลกซึ่งเป็นการผสมผสานที่แปลกแต่มีเสน่ห์ หนังใช้จังหวะเล่าเรื่องค่อยเป็นค่อยไปให้เวลากับการสร้างโลกและบรรยากาศมากกว่าการเร่งฉากแอ็กชันทำให้ผู้ชมซึมซับความลึกลับของดินแดนที่สาบสูญอย่างเต็มที่ งานโปรดักชันโดดเด่นด้วยการออกแบบฉากที่เต็มไปด้วยซากปรักหักพัง เมืองร้าง และภูมิประเทศอันแห้งแล้งที่ให้ความรู้สึกเหมือนโลกกำลังจะตายลงอย่างช้า ๆ มุมกล้องของ Paul W.S. Anderson ยังคงเอกลักษณ์ด้วยภาพมุมกว้างสลับกับภาพระยะใกล้ แสงและสีใช้โทนเทา น้ำตาล และทองหม่น งานเสียงทำได้ดีให้ความรู้สึกเหมือนตำนานโบราณกำลังถูกเล่าขานอีกครั้ง เอฟเฟ็กภาพและงาน CGI ของสัตว์ประหลาดรวมถึงฉากเวทมนตร์อยู่ในระดับน่าพึงพอใจแม้บางช่วงจะดูเป็นงาน CGI ชัดเกินไปก็ตาม จุดแข็งของหนังคือเคมีระหว่างมิลลา โยโววิช และ เดฟ บอทิสตา ที่ช่วยพยุงเรื่องราวให้น่าติดตามตั้งแต่ต้นจนจบ ขณะที่บทภาพยนตร์อาจมีบางช่วงที่อธิบายบางเรื่องมากเกินไปจนทำให้ดำเนินเรื่องช้า อย่างไรก็ตามสำหรับคอหนังแฟนตาซีสายดาร์กนี่คือหนังอีกเรื่องที่ไม่ควรพลาด โดยรวมเราให้คะแนน 7.9/10


7.4


