Springsteen: Deliver Me from Nowhere (2025)
5.4Springsteen Deliver Me from Nowhere (2025) เป็นภาพยนตร์แนวดราม่า ชีวประวัติ และดนตรี กำกับและเขียนบทโดย Scott Cooper ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญในชีวิตของศิลปินระดับตำนานอย่าง Bruce Springsteen ขณะกำลังสร้างอัลบั้ม Nebraska ในปี 1982 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลงานที่มีความเป็นส่วนตัวมากที่สุดของเขา นำแสดงโดย Jeremy Allen White รับบท Bruce Springsteen, Jeremy Strong รับบท Jon Landau ผู้จัดการและที่ปรึกษาคนสำคัญ, Paul Walter Hauser รับบท Mike Batlan, Stephen Graham รับบท Douglas Springsteen, และ Odessa Young รับบท Faye ภาพยนตร์เรื่องนี้พาผู้ชมดำดิ่งสู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์บทเพลง ท่ามกลางแรงกดดันจากชื่อเสียง ความคาดหวัง และบาดแผลในอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ
บรูซในช่วงต้นยุค 80s กำลังเจอกับมรสุมชีวิตครั้งใหญ่เลยแก คือชื่อเสียงจากอัลบั้มก่อนหน้ามันดังระเบิดระเบ้อไปทั่วโลกชวนให้คนคิดว่าชีวิตคงมีความสุขดี แต่ข้างในใจบรูซกลับดิ่งลงเหวแบบมืดแปดด้านสุด ๆ สุดท้ายเลยตัดสินใจหอบข้าวของหนีความวุ่นวายของแสงสีและเสียงเชียร์ที่เริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง ย้ายไปเช่าบ้านหลังเล็ก ๆ ห่างไกลผู้คนในรัฐนิวเจอร์ซีย์เพื่อหาความสงบ พอไปถึงบ้านเช่าหลังนั้น บรูซไม่ได้พกเครื่องอัดเสียงหรูหราอะไรไปเลย มีแค่เครื่องอัดเสียง 4 แทร็กแบบพกพาเครื่องเล็ก ๆ เครื่องเดียวที่เอามาตั้งไว้กลางห้อง แล้วหยิบกีตาร์โปร่งกับฮาร์โมนิกามานั่งแต่งเพลงเพื่อระบายบาดแผลลึก ๆ ในใจ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์อันย่ำแย่กับพ่อ ความเหงาโดดเดี่ยว และความสิ้นหวังของคนชนชั้นแรงงานในอเมริกา ยิ่งแต่งก็ยิ่งดำดิ่งลงไปเรื่อย ๆ โดยมีจอนผู้จัดการและเพื่อนสนิทคอยแวะเวียนมาหา คอยรับฟัง คอยค้ำจุนและช่วยเช็กช่วยขัดเกลาบทเพลงอยู่ข้าง ๆ ตลอด ซึ่งตอนแรก บรูซ ตั้งใจแค่ว่าจะอัดเพลงพวกนี้ไว้เป็นเดโมดิบ ๆ เฉย ๆ เพื่อที่จะเอาไปเข้าห้องอัดใหญ่และทำเป็นเพลงร็อกเต็มรูปแบบร่วมกับวง E Street Band ในภายหลัง แต่ความพีคคือนับวันบทเพลงเหล่านั้นกลับยิ่งทวีความขลัง ดิบ เปลือยเปล่า และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณที่หม่นหมองจนรู้สึกว่าถ้าเอาไปแต่งเติมเครื่องดนตรีชิ้นอื่นเพิ่มเข้าไป เสน่ห์อันน่าขนลุกนี้จะหายไปทันที ทีนี้เรื่องราวก็เริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อ บรูซต้องเผชิญหน้ากับความกดดันจากค่ายเพลงและคนรอบตัวที่อยากได้อัลบั้มร็อกสูตรสำเร็จเพื่อทำเงินถล่มทลาย จนกลายเป็นการต่อสู้ภายในจิตใจอย่างหนักหน่วงว่าจะยอมเสี่ยงปล่อยเพลงเดโมที่อัดเองในห้องมืด ๆ นี้ออกไปตรง ๆ ในชื่ออัลบั้ม Nebraska ดีไหม แล้วสุดท้ายบรูซจะตัดสินใจเลือกทางไหน แล้วจะก้าวผ่านปีศาจและความทุกข์กัดกินในใจตัวเองเพื่อเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีไปตลอดกาลได้ยังไง
เจเรมีถ่ายทอดความทุกข์ทรมานและความอัจฉริยะของบรูซออกมาได้ลึกซึ้ง แววตาและท่าทางการจับกีตาร์ทำให้เชื่อได้สนิทใจเลยว่ากำลังดูร็อคสตาร์ที่กำลังแตกสลายอยู่จริง ๆ ส่วนเจเรมี สตรองก็เข้ามาเป็นเคมีที่เข้ากันได้ดีมากในบทเพื่อนคู่คิดที่เข้าใจในศิลปะอย่างแท้จริง งานภาพและมุมกล้องทำออกมาได้เหงาจับใจ มีการใช้มุมกล้องแบบคลอสอัพบ่อยมากเพื่อโฟกัสความโดดเดี่ยวและความเครียดบนใบหน้า โทนสีของเรื่องจะเน้นไปทางสีหม่น ๆ ซีด ๆ เทา ๆ และน้ำตาลอมส้ม เพื่อคุมมู้ดให้เหมือนอเมริกาในยุค 80s ที่กำลังซบเซา ซึ่งมันเข้ากับบรรยากาศการทำเพลงในห้องมืด ๆ ได้เป็นอย่างดี แสนดึงดูดอารมณ์ แสงเงาจัดวางได้เฉียบขาดแทบไม่มีเอฟเฟกต์ซีจีหวือหวาเลย แต่ใช้พลังของความเรียบง่ายสะกดคนดูให้อยู่กับเสียงเพลงดนตรีดิบ ๆ ได้ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นงานศิลปะที่งดงามและเจ็บปวด มันไม่ใช่แค่หนังชีวประวัติคนดนตรีธรรมดา ๆ แต่เป็นบันทึกทางจิตวิทยาของมนุษย์ที่พยายามเอาชีวิตรอดผ่านเสียงเพลง คอหนังแนวดราม่าเข้มข้นน่าจะชอบกัน เราขอให้คะแนน 5.4/10


7.4


