Ha Gom The Darkness Of The Soul (2025) ห่าก้อม
5.7Ha Gom The Darkness Of The Soul (2025) ห่าก้อม เป็นภาพยนตร์แนวสยองขวัญ-จิตวิทยาที่เล่าเรื่องความมืดในจิตใจมนุษย์ ผสมผสานความเชื่อพื้นบ้านเข้ากับบรรยากาศหลอนชวนอึดอัด กำกับโดยผู้กำกับสายดาร์กที่ขึ้นชื่อเรื่องการสร้างอารมณ์กดดันอย่าง ภาคิน รุ่งเรืองและนำแสดงโดย ณัฐพงศ์ ชัยเดชและอริสรา วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องถ่ายทอดบทบาทเข้มข้นทั้งด้านอารมณ์และความหวาดกลัว หนังเรื่องนี้ไม่ได้เน้นแค่ความน่ากลัวภายนอก แต่ยังเจาะลึกไปถึงด้านมืดของจิตใจที่ค่อย ๆ กลืนกินตัวละครอย่างช้า ๆ
เรื่องมันเริ่มในหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งทางภาคอีสานที่ดูเผิน ๆ เหมือนจะสงบเรียบง่าย แต่ลึกลงไปกลับเต็มไปด้วยปัญหา ทั้งความยากจน ความอิจฉาริษยา และความโลภที่คอยกัดกินจิตใจคน จนกระทั่งมีหญิงสาวในหมู่บ้านคนหนึ่งเริ่มมีอาการประหลาดผิดมนุษย์ ทั้งกินของดิบ เลือดติดปาก และดูตื่นตกใจผิดปกติในยามค่ำคืน ชาวบ้านต่างปักใจเชื่อว่าเธอถูกห่าก้อมหรือผีปอบสิงร่าง ความหวาดกลัวเริ่มแพร่กระจายไปทั่วหมู่บ้านจนกลายเป็นการล่าล้างผีปอบที่โหดเหี้ยม ความตื่นตระหนกและความเชื่อแบบงมงายค่อย ๆ บีบให้ผู้คนเผยด้านมืดออกมา บางคนฉวยโอกาสใช้ความเชื่อเป็นข้ออ้างในการแก้แค้นส่วนตัว บางคนก็ปลุกศรัทธาขึ้นมาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ในขณะที่ครอบครัวของหญิงสาวต้องแบกรับทั้งความทุกข์ทรมานและแรงกดดันจากสังคมรอบข้าง หนังค่อย ๆ แสดงให้เห็นว่าแท้จริงแล้วห่าก้อมไม่ได้มาในรูปของผีที่กัดกินแค่ร่างกายเท่านั้น แต่มันแฝงอยู่ในใจของทุกคน ทั้งความอยาก ความโลภ และตัณหา คือสิ่งที่เปลี่ยนมนุษย์ให้กลายเป็นอสูรโดยไม่รู้ตัว สุดท้ายแล้วศัตรูที่แท้จริงอาจไม่ใช่ผีปอบอย่างที่ทุกคนเข้าใจ แต่มันคือกิเลสที่มนุษย์ยอมจำนนให้ต่างหาก การดิ้นรนเอาตัวรอดในหมู่บ้านนี้จึงไม่ใช่แค่การหนีผี แต่มันคือการต่อสู้กับความมืดมิดในจิตวิญญาณของตัวเอง ส่วนบทสรุปของความเชื่อและความบ้าคลั่งครั้งนี้จะจบลงยังไง ต้องลองไปตามหาคำตอบกันต่อในเรื่องเต็ม
หนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ประสบความสำเร็จมาก ๆ ในแง่ของการสร้างบรรยากาศที่กดดันและสะท้อนความกลัวของมนุษย์ออกมาได้ลึกซึ้ง งานภาพคือโดดเด่นสุด ๆ มีการใช้โทนสีเข้ม เน้นเงามืด และจัดแสงที่เล่นกับไฟตะเกียงและเงาธรรมชาติได้ดูอึดอัดและน่าขนลุก มุมกล้องสลับระหว่างภาพกว้างที่โชว์ความเวิ้งว้างของชนบท กับภาพใกล้ที่เจาะอารมณ์บนใบหน้า ซึ่งมันสื่อถึงความเจ็บปวดและความกลัวได้ดีมาก ส่วนเรื่องเสียงก็เอาทั้งเสียงกลองอีสานและเสียงแคนมามิกซ์กับดนตรีสมัยใหม่จนได้ฟีลสยองขวัญที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในส่วนของการแสดง ทั้งกุ๊กกิ๊ก, ชไมพร, และวรวิทย์ ถ่ายทอดความรู้สึกของตัวละครออกมาได้ทรงพลังมาก ๆ มีความน่าสงสารและน่ารังเกียจปนกันไปจนทำให้เราอินตามได้ไม่ยาก จุดแข็งคือการเอาความเชื่อพื้นบ้านมาเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าด้านมืดของสังคมได้อย่างเห็นภาพ ถึงแม้บางช่วงจังหวะการเล่าเรื่องจะรู้สึกว่าช้าไปนิดนึง แต่ภาพรวมคือน่าประทับใจและเป็นงานสยองขวัญไทยที่ควรค่าแก่การจดจำอีกเรื่องหนึ่งเลย เราขอให้คะแนน 9/10


7.4


