Griffin in Summer (2025)
6.4Griffin in Summer (2025) ภาพยนตร์อินดี้แนว Coming-of-Age ที่ถ่ายทอดช่วงเวลาสำคัญของการเติบโตผ่านมุมมองของเด็กหนุ่มผู้หลงใหลในการเขียนบทละคร เรื่องราวนำเสนอทั้งความฝัน ความโดดเดี่ยว และความสับสนของวัยรุ่นที่กำลังค้นหาตัวตนของตนเอง กำกับการแสดงโดย Nicholas Colia นักแสดงนำ Everett Blunck, Owen Teague, และ Abby Ryder Fortson กับเรื่องของ กริฟฟินเด็กหนุ่มวัยรุ่นผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียนบทละครชื่อดัง เขาใช้เวลาช่วงปิดเทอมฤดูร้อนหมกมุ่นอยู่กับการสร้างสรรค์ผลงานและจินตนาการถึงอนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าชีวิตในเมืองเล็ก ๆ ของตนเอง วันหนึ่งเขาได้พบกับชายหนุ่มวัย 25 ปีที่เข้ามาเปลี่ยนมุมมองต่อโลกและความสัมพันธ์รอบตัวอย่างไม่คาดคิด ดูเหมือนว่าการพบกันครั้งนี้ทำให้เด็กหนุ่มต้องเผชิญกับบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับมิตรภาพ ความคาดหวัง ความผิดหวัง และการเติบโตเป็นผู้ใหญ่
กริฟฟินเด็กชายวัย 14 ปีผู้มีความฝันอยากเป็นนักเขียนบทละครชื่อดัง แม้อายุยังน้อยแต่เขากลับจริงจังกับงานสร้างสรรค์มากกว่าการใช้ชีวิตแบบวัยรุ่นทั่วไป เด็กหนุ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเขียนบท ซ้อมการแสดง และจินตนาการถึงวันที่ผลงานของตนได้รับการยอมรับจากผู้คน ระหว่างฤดูร้อนเขาได้รู้จักกับแบรดชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่าปีที่กำลังเผชิญปัญหาชีวิตส่วนตัวและยังหาทิศทางของตัวเองไม่เจอ การพบกันของทั้งสองเริ่มต้นจากความบังเอิญก่อนจะพัฒนาเป็นมิตรภาพที่แปลกประหลาดแต่มีความหมาย เด็กชายมองอีกฝ่ายเป็นทั้งแรงบันดาลใจ รุ่นพี่ และคนที่สามารถเข้าใจความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เก็บซ่อนไว้ได้ ดูเหมือนว่าตลอดช่วงเวลาที่ใช้ร่วมกันความสัมพันธ์ดังกล่าวทำให้ตัวเอกเริ่มเรียนรู้ว่าชีวิตจริงไม่ได้เป็นเหมือนบทละครที่สามารถควบคุมทุกอย่างได้ หลายเหตุการณ์เกิดขึ้นนอกเหนือความคาดหมาย ทั้งความผิดหวัง ความไม่สมบูรณ์แบบของผู้ใหญ่ และความจริงที่ว่าทุกคนต่างมีปัญหาที่ต้องเผชิญในแบบของตนเอง ขณะเดียวกันความสัมพันธ์กับครอบครัวและคนรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่อเขาค่อย ๆ เปิดใจยอมรับมุมมองที่แตกต่างจากเดิม
ส่วนตัวผมมองว่าเป็นหนังที่ค่อนข้างเล่าเรื่องเรียบ ๆ ไม่ได้ดราม่าจัดแต่เน้นการใช้บทสนทนาและเน้นเรื่องของความสัมพันธ์ของตัวละครเป็นหัวใจหลักมากกว่า ส่วนตัวนักแสดงถือว่าถ่ายทอดออกมาได้ค่อนข้างดีเป็นธรรมชาติด้วยส่วนตัวค่อนข้างอินไปกับหนังได้ไม่ยาก แต่หลาย ๆ ช่วง หนังยังเล่าอืด ๆ ไปนิดนึง บางประเด็นก็ไม่ได้เข้มข้นอะไรมาก แต่รวม ๆ เป็นหนังที่อบอุ่นดูสบาย ผมขอให้คะแนนหนังเรื่องนี้อยู่ที่ 6.4/10


7.4


