Fight or Flight (2025) Exit Protocol
5.3ภาพยนตร์จากประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อง Fight or Flight (2025) กำกับการแสดงโดย James Madigan นักแสดงนำ Josh Hartnett, Katee Sackhoff, และ Charithra Chandran หนังแนวแอ็กชัน / ระทึกขวัญ ที่เล่าเรื่องของอดีตเจ้าหน้าที่พิเศษที่ถูกดึงตัวกลับมาปฏิบัติภารกิจอีกครั้ง โดยต้องขึ้นเครื่องบินพาณิชย์ที่กำลังเดินทางข้ามประเทศเพื่อจับตัวอาชญากรระดับสูงที่ปลอมตัวเป็นผู้โดยสารธรรมดา แต่สถานการณ์กลับพลิกผันเมื่อพบว่าไม่ได้มีเพียงเป้าหมายเดียวบนเครื่อง ท่ามกลางพื้นที่จำกัดและผู้โดยสารจำนวนมาก เขาต้องหาทางระบุตัวศัตรูให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป เหตุการณ์บนเครื่องบินค่อย ๆ กลายเป็นสนามต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความระแวง การหักหลัง และอันตรายรอบด้าน
เมื่ออดีตเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษที่เคยมีชื่อเสียงด้านภารกิจเสี่ยงตายถูกเรียกตัวกลับมาอีกครั้งหลังจากหายไปจากวงการด้วยเหตุผลบางอย่างที่ยังเป็นปริศนา เขาได้รับข้อเสนอให้ขึ้นเครื่องบินพาณิชย์เที่ยวหนึ่งเพื่อปฏิบัติภารกิจจับกุมอาชญากรระดับสูงที่กำลังหลบหนีโดยแฝงตัวเป็นผู้โดยสารธรรมดา ซึ่งมีเงื่อนไขว่าต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อนเครื่องลงจอดโดยไม่ให้ผู้โดยสารคนอื่นรู้ตัว เมื่อเครื่องออกเดินทาง ภารกิจที่ดูเหมือนจะตรงไปตรงมากลับเริ่มซับซ้อนขึ้น เมื่อเขาพบเบาะแสว่าบนเครื่องไม่ได้มีเพียงเป้าหมายคนเดียว แต่ยังมีบุคคลอื่นที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยและอาจเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเดียวกัน สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายขึ้นเมื่อเกิดเหตุรุนแรงเล็ก ๆ ภายในเครื่อง ทำให้เขาต้องเปิดเผยตัวบางส่วนเพื่อหยุดยั้งเหตุการณ์ส่งผลให้ผู้โดยสารบางคนเริ่มตื่นตระหนก ขณะที่บางคนกลับแสดงท่าทีเหมือนรู้แผนการบางอย่างอยู่ก่อนแล้ว เขาเริ่มได้รับการติดต่อจากภาคพื้นดินผ่านช่องทางลับโดยมีผู้ควบคุมภารกิจคอยให้ข้อมูลแต่ข้อมูลที่ได้รับกลับขัดแย้งกันเอง ทำให้ไม่แน่ใจว่าใครคือฝ่ายเดียวกันแน่ ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐ กลุ่มอาชญากร หรือแม้แต่คนบนเครื่องบินเอง
โดยรวมเป็นหนังแอ็กชันระทึกขวัญที่สนุกและทำให้คนดูลุ้นไปตาม ๆ กัน จุดแข็งคือการใช้พื้นที่จำกัดอย่างเครื่องบินมาสร้างสถานการณ์บีบคั้น ทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดและลุ้นตลอดเวลา หนังเดินเรื่องค่อนข้างไวมีจังหวะพีคเป็นระยะ ด้านการแสดงถือว่าดีมาก ๆ โดยเฉพาะ Josh Hartnett ที่สามารถถ่ายทอดความเป็นตัวละครที่ต้องคิดเร็ว ตัดสินใจไว และแบกรับความกดดันได้ดี สีหน้าและแววตาช่วยเพิ่มความสมจริง งานภาพถือว่าโดดเด่นในเชิงพื้นที่แคบ มุมกล้องมีการใช้ทั้ง close-up และ handheld เพื่อเพิ่มความรู้สึกใกล้ชิดและสั่นไหวเหมือนอยู่ในเหตุการณ์จริง เอฟเฟกต์ไม่ได้เน้นอะไรมากแบบหนังบู๊ทั่วไป แต่จะเน้นความสมจริงของการต่อสู้ระยะประชิดมากกว่า ส่วนตัวมองว่าเป็นหนังที่สนุกแต่ด้านของตัวละครบบางตัวอาจยังไม่มีมิติมากเท่าไร แถมมีบางจังหวะที่ทำให้ดูเป็นหนังที่เน้นเรื่องความบังเอิญมากเกินไป ซึ่งหนังเรื่องนี้เราขอให้คะแนนอยู่ที่ 7.5/10


7.4


