Diary of a Wimpy Kid The Last Straw (2025)
6.8Diary of a Wimpy Kid The Last Straw (2025) ภาพยนตร์แอนิเมชันครอบครัวสุดปั่นที่ดัดแปลงจากหนังสือชื่อดังของ Jeff Kinney ในแฟรนไชส์ Diary of a Wimpy Kid โดยยังคงเสน่ห์ความฮาแบบเด็กวัยเรียนและความวุ่นวายในครอบครัวเอาไว้ครบถ้วน ตัวหนังมาในสไตล์แอนิเมชัน CGI สีสันสดใส ดูง่าย สนุกทั้งเด็กและผู้ใหญ่เหมาะกับคนที่ชอบหนังแนวเบาสมอง ผู้กำกับของเรื่องคือ Matt Danner และ Gino Nichele ส่วนทีมนักพากย์หลักประกอบด้วย Aaron D. Harris, Chris Diamantopoulos, Erica Cerra, และ Hunter Dillon หนังแนวแอนิเมชัน คอมเมดี้ ครอบครัว ผจญภัย ผลิตโดยประเทศ United States และเข้าฉายผ่านแพลตฟอร์ม Disney+ กับเรื่องราวของ Greg Heffley เด็กชายจอมป่วนที่มักสร้างปัญหาแบบไม่ตั้งใจต้องเจอกับแรงกดดันครั้งใหญ่เมื่อพ่อของเขาเริ่มหมดความอดทนกับพฤติกรรมสุดป่วน หลังเกิดเหตุวุ่นวายหลายครั้ง Greg ถูกยื่นคำขาดให้พิสูจน์ตัวเองว่าโตขึ้นได้จริง ไม่อย่างนั้นอาจถูกส่งไปโรงเรียนทหาร ระหว่างนั้นเขาต้องเผชิญทั้งเรื่องครอบครัว เพื่อน และกิจกรรมค่ายสุดโหดที่เต็มไปด้วยสถานการณ์ฮา ๆ และความวุ่นวายไม่หยุด
หลังจากเหตุการณ์สุดปั่นในภาคก่อนหน้า ชีวิตของ Greg Heffley ยังเต็มไปด้วยความวุ่นวายเหมือนเดิม เขายังคงเป็นเด็กมัธยมที่พยายามเอาตัวรอดจากทั้งเรื่องเรียน ครอบครัว และสังคมรอบตัว แต่ครั้งนี้สถานการณ์เริ่มหนักกว่าเดิมเมื่อพ่อของเขาเริ่มมองว่าลูกชายขาดความรับผิดชอบและไม่เอาจริงกับชีวิต ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ในบ้านจึงตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุขายหน้าหลายครั้งที่ทำให้ครอบครัวต้องอับอายต่อหน้าคนอื่น ด้าน Frank Heffley เองก็พยายามผลักดันให้ลูกชายเปลี่ยนนิสัยด้วยการบังคับให้เข้าร่วมกิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬา และใช้ชีวิตแบบมีระเบียบมากขึ้น แต่ทุกอย่างกลับจบลงด้วยความป่วนเสมอ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่ล้มเหลวหรือเหตุการณ์ในค่ายลูกเสือที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายมากมายจนสุดท้ายเขาเริ่มคิดส่งลูกเข้าโรงเรียนทหารเพื่อดัดนิสัยอย่างจริงจัง ระหว่างนั้น Rowley Jefferson ยังคงเป็นเพื่อนที่อยู่ข้าง ๆ แม้หลายครั้งจะโดนลากเข้าไปเกี่ยวกับแผนสุดเพี้ยนโดยไม่ตั้งใจ ขณะเดียวกันตัวเอกก็พยายามสร้างภาพลักษณ์ใหม่เพื่อให้ตัวเองดูดีขึ้นในสายตาของ Holly Hills เด็กสาวที่เขาแอบชอบแต่ทุกความพยายามกลับกลายเป็นเรื่องน่าอายมากกว่าเดิมไปอีก
หลังจากได้ดูส่วนตัวรู้สึกว่าเป็นหนังครอบครัวที่ดูเพลินมาก แม้พล็อตจะไม่ได้หวือหวาหรือมีอะไรใหม่แบบสุด ๆ แต่เสน่ห์ของเรื่องยังอยู่ตรงความวุ่นวายธรรมดา ๆ ของเด็กวัยเรียนที่หลายคนน่าจะอินได้ง่าย หนังเล่าเรื่องแบบเบาสมอง ดูสบาย มีจังหวะตลกเรื่อย ๆ โดยเฉพาะฉากในค่ายและโมเมนต์ภายในบ้านที่ทั้งปั่นทั้งน่ารักในเวลาเดียวกัน ส่วนตัวค่อนข้างชอบในการแสดงและการพากย์เสียง ตัวละครถ่ายทอดอารมณ์ออกมาได้เป็นธรรมชาติ ทำให้รู้สึกว่าแต่ละคนมีชีวิตจริง ๆ โดยเฉพาะตัวเอกที่ยังคงคาแรกเตอร์เด็กขี้บ่น เอาตัวรอดเก่ง และชอบสร้างปัญหาแบบเดิม ดูแล้วทั้งหงุดหงิดทั้งเอ็นดูในเวลาเดียวกัน แต่จุดที่รู้สึกว่ายังด้อยคือเนื้อเรื่องค่อนข้างเดาทางง่าย หลายเหตุการณ์เหมือนวนอยู่กับสูตรเดิมของแฟรนไชส์ ทำให้บางช่วงแอบรู้สึกยืดและไม่ได้มีโมเมนต์พีคที่จำมากนัก ถ้าใครคาดหวังอะไรใหม่มาก ๆ อาจรู้สึกธรรมดาไปหน่อย โดยรวมให้คะแนนอยู่ที่ 6.8/10 เป็นหนังดูเพลิน ๆ ที่เหมาะเปิดดูวันสบาย ๆ ได้เรื่อย ๆ แม้ไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุด แต่ก็ยังรักษาเสน่ห์ของซีรีส์นี้เอาไว้ได้ดีครับ


9.9



