Viva La Vida (2024) จะฝ่าไปให้ถึงตะวัน
6.9Viva La Vida (2024) จะฝ่าไปให้ถึงตะวัน หนังโรแมนติกดราม่าจากจีนที่ดูจบแล้วอบอุ่นหัวใจแบบบอกไม่ถูก กำกับโดยฮันหยาน และนำแสดงโดย เผิงหยู่ชาง ในบทหลู่ถูและ หลี่เกิงซี ในบทหลิงหมิน หนังเล่าเรื่องของคนสองคนที่ต่างต้องต่อสู้กับโรคร้ายและความไม่แน่นอนของชีวิต แต่กลับได้มาเจอกันในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของชีวิตพอดี จุดเด่นของเรื่องไม่ได้อยู่ที่ความหวือหวาแต่อยู่ที่ความจริงใจของตัวละคร ความรักที่ค่อย ๆ เติบโตและการมอบกำลังใจให้คนดูแบบเรียบง่ายหนังทำให้เห็นว่าต่อให้ชีวิตจะหนักแค่ไหน บางครั้งแค่มีใครสักคนเดินไปด้วยกันทุกอย่างก็อาจดีขึ้นได้
เรื่องราวเริ่มต้นจากหลิงหมินหญิงสาวที่ป่วยเป็นโรคไตเรื้อรังและต้องฟอกไตเป็นประจำ ชีวิตของหลิงหมินเต็มไปด้วยข้อจำกัด ทั้งเรื่องงานการใช้ชีวิตและค่าใช้จ่ายที่ถาโถมเข้ามาเรื่อย ๆ จนความหวังในการใช้ชีวิตเริ่มลดน้อยลงทุกวัน วันหนึ่งหลิงหมินได้พบกับหลู่ถูชายหนุ่มที่ป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับสมองและกำลังรอการรักษาเช่นเดียวกัน แม้บุคลิกของทั้งคู่จะแตกต่างกันสุดขั้ว หลิงหมินค่อนข้างเก็บตัวและมองโลกในแง่ร้ายขณะที่หลู่ถูเป็นคนมองโลกในแง่ดียิ้มง่ายและพร้อมสร้างเสียงหัวเราะอยู่เสมอ แต่การพบกันกลับทำให้ทั้งคู่ค่อย ๆ เปิดใจต่อกันมากขึ้นหลู่ถูพาหลิงหมินออกไปสัมผัสโลกภายนอกที่เธอเคยหลีกเลี่ยง ส่วนหลิงหมินก็ช่วยให้หลู่ถูเรียนรู้ที่จะยอมรับความจริงบางอย่างเกี่ยวกับชีวิต ระหว่างทางทั้งสองคนต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงความกดดันจากครอบครัวและค่าใช้จ่ายในการรักษา มีช่วงเวลาที่ทั้งคู่ทะเลาะกันผิดหวังและเกือบถอดใจหลายครั้ง แต่สุดท้ายความผูกพันที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทั้งสองคนสู้ต่อ เห็นการเติบโตทางความคิดของหลิงหมินและหลู่ถูจากคนที่เคยมองเห็นแต่ความทุกข์ กลายเป็นคนที่เริ่มมองเห็นคุณค่าของทุกวันที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้เส้นทางของทั้งคู่จะเต็มไปด้วยอุปสรรคแต่ทุกช่วงเวลาที่ได้ใช้ร่วมกันก็กลายเป็นความทรงจำที่มีค่าที่สุดในชีวิตของพวกเขา
สิ่งที่ชอบมากที่สุดคือความจริงใจของหนังหนังไม่ได้พยายามบีบอารมณ์คนดูจนเกินไป แต่เลือกเล่าเรื่องผ่านรายละเอียดเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันของหลิงหมินและหลู่ถูซึ่งกลับทำให้คนดูอินได้ง่ายมาก การแสดงของหลี่เกิงซีถ่ายทอดความเหนื่อยล้าความเจ็บปวด และความเปราะบางของหลิงหมินออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม ส่วนเผิงหยู่ชางก็ทำให้หลู่ถูกลายเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์และน่าจดจำทุกครั้งที่ปรากฏตัว เคมีของทั้งคู่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้หนังอบอุ่นและมีพลัง งานกำกับของฮันหยานก็ทำได้ดีในการสร้างสมดุลระหว่างความเศร้ากับความหวังไม่ปล่อยให้หนังดิ่งจนเกินไป ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้เรื่องราวดูโลกสวยเกินจริงภาพสวยเพลงประกอบเพราะ และบรรยากาศหลายฉากทำให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปพร้อมกับตัวละคร แม้พล็อตบางส่วนจะเดาทางได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่หนังต้องการสื่อกลับส่งถึงคนดูได้อย่างเต็มที่ เป็นหนังที่ดูแล้วอยากกลับมาดูแลตัวเองและเห็นคุณค่าของคนรอบข้างมากขึ้นให้คะแนน 6.9/10 เป็นหนังรักดราม่าที่เรียบง่ายอบอุ่นและเต็มไปด้วยพลังใจ เหมาะสำหรับคนที่กำลังมองหาหนังดี ๆ สักเรื่องไว้เติมกำลังใจให้ชีวิต


6.4



