The Real Monkey King (2025) คาถารัตเกล้าแห่งภูผาไร้อารยะ
7.5The Real Monkey King (2025) คาถารัตเกล้าแห่งภูผาไร้อารยะ ภาพยนตร์จีนแนวแฟนตาซีแอ็กชันที่ดัดแปลงแรงบันดาลใจมาจากตำนานไซอิ๋ว พร้อมตีความใหม่ให้มีความเข้มข้นและดาร์กมากขึ้น ตัวหนังเน้นเรื่องพลังเวท อสูรโบราณ และการต่อสู้ระหว่างชะตากรรมกับอำนาจที่เกินควบคุม ถ่ายทอดออกมาในสไตล์หนังจีนยุคใหม่ที่ผสมงานภาพ CGI และฉากแอ็กชันขนาดใหญ่เข้าไว้ด้วยกันอย่างอลังการ ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับโดย จางเฉิง (Zhang Cheng) พร้อมได้นักแสดงนำอย่าง หลิวอวี่หาน (Liu Yu Han), เฉินเสี่ยวถง (Chen Xiao Tong), และหวังจื้อเฉียง (Wang Zhi Qiang) มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางของราชาวานรในอีกมุมที่แตกต่างจากเวอร์ชันเดิม หนังถูกจัดอยู่ในประเภท แอ็กชัน แฟนตาซี ผจญภัย และกำลังภายใน
เริ่มต้นขึ้นในยุคที่ดินแดนมนุษย์และโลกปีศาจกำลังเสียสมดุลหลังจากผนึกโบราณใต้ภูผาไร้อารยะเริ่มอ่อนกำลังลง พลังมืดที่ถูกขังมานานหลายพันปีค่อย ๆ ตื่นขึ้นอีกครั้ง พร้อมข่าวลือเกี่ยวกับคาถารัตเกล้าวิชาโบราณที่สามารถควบคุมทั้งเทพและอสูรได้ ผู้คนจำนวนมากจึงออกตามหาพลังนี้เพื่อหวังเปลี่ยนชะตาของตนเอง ศูนย์กลางของเรื่องคือซุนอู๋คงราชาวานรผู้เคยถูกผนึกเพราะพลังอันเกินควบคุม เขาถูกปลุกขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจระหว่างการสำรวจสุสานโบราณของกลุ่มนักล่าวิญญาณ แม้โลกภายนอกจะเปลี่ยนไป แต่ชื่อของราชาวานรยังคงถูกหวาดกลัวเหมือนเดิม การกลับมาของเขาทำให้เหล่าจอมเวทและชนชั้นปกครองเริ่มเคลื่อนไหว เพราะเชื่อว่าพลังในตัววานรอมตะคือกุญแจในการปลดผนึกอสูรที่หลับใหลใต้ภูเขา ระหว่างการเดินทางไป๋เยว่หญิงสาวผู้สืบทอดวิชาผนึกวิญญาณพยายามหยุดยั้งสงครามที่กำลังก่อตัว ขณะที่หลัวเทียนผู้นำลัทธิมืดต้องการใช้คาถารัตเกล้าเพื่อครอบครองโลกมนุษย์ การต่อสู้จึงเต็มไปด้วยทั้งเวทมนตร์ การหักหลัง และความจริงเกี่ยวกับอดีตที่ถูกปิดบังมานาน โดยเฉพาะสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมราชาวานรจึงถูกจองจำใต้ภูผาไร้อารยะตั้งแต่แรก
ส่วนตัวรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้เป็นงานแฟนตาซีจีนที่ดูสนุกกว่าที่คิด ตัวหนังพยายามหยิบตำนานไซอิ๋วมาตีความใหม่ให้มีความดาร์กและจริงจังมากขึ้น ซึ่งถือว่าเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะมันไม่ได้เล่าแบบฮีโร่ผจญภัยทั่วไป แต่เน้นเรื่องพลัง อำนาจ และด้านมืดของมนุษย์ค่อนข้างชัด การเดินเรื่องช่วงต้นอาจจะค่อย ๆ ปูโลกและปมต่าง ๆ แต่พอเข้าช่วงกลางเรื่องความเข้มข้นเริ่มมาเต็ม ทั้งฉากต่อสู้ เวทมนตร์ และการหักหลังกันในเรื่องทำให้ดูเพลินต่อเนื่อง สิ่งที่ชอบมากคือ โปรดักชันและงานภาพ หนังใช้โทนสีหม่นเข้มทั้งแดง ดำ และทอง ทำให้บรรยากาศดูขลังและลึกลับ ฉากภูผาไร้อารยะกับเมืองโบราณทำออกมาอลังการ มุมกล้องหลายฉากเน้นภาพกว้างเพื่อโชว์ขนาดของสถานที่และฉากสงคราม ซึ่งช่วยให้โลกในหนังดูยิ่งใหญ่ขึ้น เอฟเฟ็กต์ CGI ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี โดยเฉพาะฉากแปลงร่างและพลังเวทของราชาวานรที่ดูมีพลังและน้ำหนัก ไม่ได้ลอยจนเกินไปแม้บางช็อตจะยังดูเป็นงานคอมพิวเตอร์ชัดอยู่บ้าง แต่โดยรวมถือว่าผ่าน โดยรวมถือว่าเป็นหนังแฟนตาซีจีนที่ภาพสวย แอ็กชันดี ดูสนุก และตีความตำนานไซอิ๋วได้ต่างจากเดิมพอสมควร ให้คะแนนอยู่ที่ 7.5/10


6.4



