Raid 2 (2025)
5.0Raid 2 (2025) เป็นหนังอาชญากรรมระทึกขวัญจากอินเดีย ที่กำกับโดยราจ คูมาร์ กุปตะและเป็นภาคต่อที่กลับมาพร้อมเรื่องราวการไล่ล่าคอร์รัปชันครั้งใหม่ นำแสดงโดยอเจย์ เดฟกัน ในบทอามาย ปัทนายักเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรผู้ซื่อตรง, ริเตช เดชมุข ในบทมโนฮาร์ ธันการ์, และ ดาด้า มโนฮาร์ ไบ นักการเมืองผู้ทรงอิทธิพล วานี กาปูร์ ในบทมาลินี ภรรยาของอามายหนังยังคงรักษาเอกลักษณ์ของภาคแรกเอาไว้ด้วยการผสมความเข้มข้นของการสืบสวนการเมืองและเกมชิงไหวชิงพริบระหว่างคนดีและคนมีอำนาจที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง
เหตุการณ์เกิดขึ้น 7 ปีหลังจากภาคแรกในปี 1988 อามาย ปัทนายักกลายเป็นเจ้าหน้าที่สรรพากรชื่อดังที่สามารถตรวจยึดทรัพย์สินผิดกฎหมายมูลค่ามหาศาลจากผู้มีอิทธิพลทั่วประเทศ แต่ความซื่อตรงของ อามาย ก็ทำให้ต้องถูกย้ายตำแหน่งบ่อยครั้ง จนครั้งนี้ถูกส่งมายังเมืองโภช รัฐมัธยประเทศ ที่ซึ่งดาด้า มโนฮาร์ ไบนักการเมืองท้องถิ่นสร้างภาพลักษณ์เป็นผู้ใจบุญและช่วยเหลือประชาชน แต่เบื้องหลังกลับเต็มไปด้วยธุรกิจสีเทาและการฟอกเงิน อามาย สืบสวนเส้นทางการเงินของดาด้า มโนฮาร์ ไบจนพบหลักฐานมากมายแต่การบุกค้นครั้งแรกกลับไม่พบสิ่งผิดปกติและทำให้อามายถูกพักงาน หลายคนคิดว่าการต่อสู้จบลงแล้วแต่ความจริงการถูกพักงานเป็นส่วนหนึ่งของแผนที่อามายวางเอาไว้เพื่อทำให้ฝ่ายตรงข้ามตายใจหลังกลับมาปฏิบัติหน้าที่อีกครั้ง อามายร่วมมือกับทีมสรรพากรและทนายเดวินเดอร์ เกห์ลอตเปิดโปงการทุจริตผ่านกระบวนการศาล จนพบว่าดาด้า มโนฮาร์ ไบใช้ชื่อหญิงสาวผู้ยากไร้และชาวบ้านจำนวนมากถือครองทรัพย์สินแทน รวมถึงตั้งบริษัทบังหน้าเพื่อโอนเงินไปต่างประเทศ เมื่อหลักฐานทุกอย่างเริ่มเชื่อมโยงกัน อามายนำทีมบุกค้นทรัพย์สินหลายแห่งรวมถึงโรงแรมหรูที่ซ่อนเงินสดทองคำและเอกสารฟอกเงินจำนวนมหาศาลเอาไว้ ภาพลักษณ์ของดาด้า มโนฮาร์ ไบค่อย ๆ พังทลายลงต่อหน้าสังคม สุดท้ายความจริงถูกเปิดเผยจนไม่อาจปฏิเสธได้และดาด้า มโนฮาร์ ไบต้องยอมมอบตัวต่อกฎหมาย พร้อมทิ้งปมใหม่เกี่ยวกับเทาจีบุคคลลึกลับที่อาจกลายเป็นศัตรูรายต่อไปในภาค 3
หลังดูจบต้องบอกว่าเป็นหนังที่ยังคงจุดแข็งของภาคแรกเอาไว้ได้ในเรื่องการสืบสวนและการเปิดโปงคดีคอร์รัปชันแม้จะไม่ได้มีฉากบู๊หรือแอ็กชันแบบดุเดือดตลอดเวลา แต่ความสนุกอยู่ที่การวางแผน การหาหลักฐานและการต่อสู้ทางกฎหมายที่กดดันไม่แพ้ฉากไล่ล่าอเจย์ เดฟกันยังคงถ่ายทอดบทอามาย ปัทนายักได้อย่างหนักแน่นและน่าเชื่อถือ ส่วน ริเตช เดชมุข ก็สร้างภาพของนักการเมืองเจ้าเล่ห์ได้ดีจนคนดูรู้สึกหมั่นไส้ตลอดเรื่อง งานกำกับของ ราจ คูมาร์ กุปตะ ยังคงเน้นบรรยากาศจริงจังและสะท้อนปัญหาสังคมอินเดียได้ค่อนข้างดี จุดที่น่าเสียดายคือบางช่วงของหนังเดินเรื่องช้าเกินไป และบทหักมุมบางอย่างเดาได้ไม่ยาก ทำให้ความตื่นเต้นลดลงเมื่อเทียบกับภาคแรก อย่างไรก็ตามหนังยังดูเพลินและมีหลายฉากที่ทำให้ลุ้นตามได้ตลอด โดยเฉพาะช่วงบุกค้นครั้งสุดท้ายที่ถือเป็นไฮไลต์ของเรื่อง สำหรับคนที่ชอบหนังแนวอาชญากรรมการเมืองและการสืบสวนแบบใช้สมอง ถือว่าเป็นภาคต่อที่ดูได้สนุกแม้จะไม่ได้โดดเด่นเท่าภาคแรกก็ตาม โดยรวมให้คะแนน 5.0/10


7.0



