Border 2 (2026)
7.3Border 2 (2026) เป็นหนังสงครามฟอร์มยักษ์จากอินเดียที่หลายคนรอกันมานาน เพราะเป็นการกลับมาของ Sunny Deol ในบทฟาเตห์ ซิงห์ คาเลอร์ นายทหารระดับตำนานจากภาคแรก ร่วมด้วย Varun Dhawan ในบท ฮูเนอร์ ซิงห์, Diljit Dosanjh, และ Ahan Shetty ที่มารับบททหารจากทั้งกองทัพอากาศ กองทัพเรือ และกองทัพบก หนังได้ Anurag Singh มารับหน้าที่กำกับ โดยยังคงกลิ่นอายหนังสงครามรักชาติแบบอินเดียเอาไว้ครบ ทั้งฉากรบขนาดใหญ่ อารมณ์ดราม่าครอบครัว และมิตรภาพของเหล่าทหารที่พร้อมสู้เพื่อประเทศแบบถวายชีวิตใครชอบหนังสงครามเดือด ๆ มีฉากแอ็กชันหนัก ๆ ระเบิดตูมตามทั้งเรื่อง บอกเลยว่าเรื่องนี้จัดเต็มแบบสมศักดิ์ศรีภาคต่อจริง ๆ และยังอัปเดตงานสร้างให้อลังการกว่าเดิมหลายเท่าอีกด้วย
เรื่องราวในภาคนี้พาคนดูกลับไปยังสงครามอินเดีย-ปากีสถานปี 1971 โดยฟาเตห์ ซิงห์ คาเลอร์ ต้องกลับมาคุมสมรภูมิที่ Longewala อีกครั้งหลังข่าวกรองรายงานว่าฝั่งปากีสถานเตรียมส่งกองกำลังรถถังกว่า 200 คันบุกชายแดนอินเดียกลางดึก ท่ามกลางสถานการณ์ที่กองทัพอินเดียมีกำลังน้อยกว่าแบบเห็นได้ชัด ฟาเตห์ ซิงห์ จึงต้องวางแผนรับมือแบบเสี่ยงตาย มาพร้อมกับฮูเนอร์ ซิงห์ นักบินหนุ่มจากกองทัพอากาศได้รับภารกิจนำฝูงบินขึ้นโจมตีจากทางฟ้าเพื่อหยุดขบวนรถถังศัตรู มีความดุเดือดมากทั้งเสียงระเบิดและการไล่ยิงกันกลางอากาศ แต่ Diljit Dosanjh ก็มีเส้นเรื่องดราม่าครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะก่อนออกศึกมีปัญหากับพ่อแม่เรื่องชีวิตทหาร แต่สุดท้ายก็เลือกทำหน้าที่เพื่อชาติ ส่วน Ahan Shetty ทหารแนวหน้าที่ต้องพาลูกน้องฝ่าดงกระสุนเข้าไปช่วยเพื่อนร่วมทีมหลายครั้ง ในศึกใหญ่ที่ Longewala ตอนที่กองทัพอินเดียแทบจะโดนตีแตก แต่ฟาเตห์ ซิงห์ กลับลุกขึ้นปลุกใจทุกคนด้วยคำพูดสุดเดือดก่อนนำทีมสวนกลับแบบไม่กลัวตาย ทั้งยิงปืน ระเบิด รถถัง และการเสียสละของทหารเข้ามาเต็มอารมณ์ ช่วงท้ายที่มีการรำลึกถึงเหล่าวีรชนสงครามปี 1971 ที่ทำออกมาได้ทั้งยิ่งใหญ่และเศร้าในเวลาเดียวกัน
โดยรวมต้องบอกว่าเป็นหนังสงครามอินเดียที่ดูสนุกมากและทำออกมาได้สมกับการรอคอยจริง ๆ จุดเด่นที่สุดคือความอลังการของงานสร้าง เพราะหนังเล่นใหญ่แทบทุกฉาก ทั้งฉากรบกลางทะเล ฉากเครื่องบินรบ และฉากรถถังปะทะกันกลางทะเลทราย ซึ่งงานภาพทำออกมาดูดีมาก ให้อารมณ์หนังสงครามฮอลลีวูดผสมกลิ่นอายบอลลีวูดแบบเต็ม ๆ ส่วน Sunny Deol ยังแบกหนังอยู่เหมือนเดิม แค่เดินออกมาก็รู้สึกถึงความเป็นผู้นำแล้ว โดยเฉพาะฉากพูดปลุกใจกับฉากตะโกนสั่งรบคือโคตรเท่ ขณะที่ Varun Dhawan ก็ช่วยเติมพลังความเดือดให้หนังได้ดีมาก ด้าน Diljit Dosanjh รับหน้าที่สายดราม่าที่ช่วยเพิ่มอารมณ์ให้เรื่องไม่หนักไปทางสงครามอย่างเดียวหนังอาจมีบางช่วงที่ยาวไปนิดเพราะความยาวเกือบสามชั่วโมงกว่า และบางซีนก็ใส่อารมณ์รักชาติจัดเต็มตามสไตล์หนังอินเดีย แต่ถ้ามองในฐานะหนังสงครามบันเทิงเรื่องหนึ่งถือว่าทำได้ถึงมาก ฉากแอ็กชันดูเพลินงานเสียงกระหึ่มดนตรีประกอบเร้าอารมณ์ ดูจบแล้วรู้สึกอินกับการเสียสละของเหล่าทหารแบบเต็ม ๆ ให้คะแนนอยู่ที่ 7.3/10 เป็นหนังสงครามที่แฟนหนังสายรบไม่ควรพลาดเลยค่ะ


7.0



